จนถึงปีนี้ ปัญหาแบบนี้ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง และผมคิดว่านิสัยแบบนี้ควรเลิกได้แล้ว ในประเทศไทยมีการเขียนแผนมากมาย แต่ถูกนำขึ้นหิ้ง เพิ่งมีการนำแผนดังกล่าวมาสังคายนาใหม่หลังจากเหตุการณ์สึนามึ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า
ตามกรอบการทำงานด้านโลติสติกส์แล้ว มีการแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ วางแผน นำไปปฏิบัติ และควบคุม ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมีแผนรองรับภัยพิบัติ แต่ไม่มีโอกาสได้ทดสอบว่าแผนเหล่านั้นสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ ผมไปดูน้ำท่วมที่บางระกำ จ.พิษณุโลก ตอนนั้นมีการพูดถึงบางระกำโมเดล แล้วน้ำก็ค่อยๆ ไหลลงมา ขณะที่กรมชลประทานกับกทม. ต่างแก้ปัญหาของตนเอง
สิ่งดังกล่าว ถือว่าสะท้อนความหายนะ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการได้ เพราะเราปล่อยให้แต่ละคนดำเนินการตัดสินใจเอง ถามว่า ตรงนี้เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ มองได้ใน 2 แง่มุม มุมหนึ่งคือ ไม่จำเป็น เพราะปกติแผนแก้ปัญหาอุทกภัยเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย แต่กระทรวงมหาดไทยทำอะไรอยู่ หรือเห็นว่างานนี้มีความสำคัญควรให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการ ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่รับปากบนโต๊ะประชุม แต่กลับไปทำงานเหมือนเดิม และไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
ต้องรู้จักพึ่งตนเองก่อนพึ่งรัฐบาล
อ.รุธิร์ ยังกล่าวกับ "มติชนออนไลน์" อีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น ประชาชนไม่รู้จะเชื่อใคร ฉะนั้น ต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี อย่าพึ่งรัฐบาล เพราะรัฐบาลเข้ามาอยู่ไม่กี่ปีก็ไป ตอนนี้มีการเล่นเกมกัน สิ่งที่น่าเกียจก็คือ ความสามารถในการดำเนินการจัดการของตัวคนในรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบกันเองในด้านเชิงความคิด การแย่งซีนกัน ผมคิดว่ามันไม่ควรจะเกิดขึ้น นี่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ ต้องให้ชัดเจน บริเวณไหนควรเสียสละ บริเวณไหนควรจะอยู่รอด หรือจะเยียวยาอย่างไร
ผมคุยกับผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น คุยกับคนในองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) พบว่า ญี่ปุ่นเริ่มมองว่า คงไม่สามารถทุ่มเทการลงทุนในประเทศไทยได้ต่อไป คงต้องขยายไปที่ทางด้านเหนือของประเทศเวียดนาม แทนที่จะมากระจุกตัวอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องการบริหาร การกระจายความเสี่ยงของการลงทุน ขณะที่ประเทศเวียดนาม เขมร ลาวเองก็เกิดปัญหาน้ำท่วม แต่ประเทศไทยหนักกว่าเพื่อน เพราะเป็นฐานของอุตสาหกรรม มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจมากกว่า ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า แต่ที่จะดึงนักลงทุนญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ไว้ให้ได้ ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่น
ระบบโลจิสติกส์ในสถานการณ์น้ำท่วมล้มเหลว
เวลาพูดถึงการจัดระบบโลจิสติกส์ขณะเกิดปัญหาอุทกภัย องค์ประกอบแรกที่ต้องดำเนินการ คือ การเตรียมการ ตรงนี้ถือว่าแย่มาก ทั้งๆ ที่มีแผน แต่ไม่ได้มีการเตรียมการอะไร ต่อมาคือการตอบสนอง ส่วนนี้ถือว่า ขาดการประสานงานกัน เพราะภาครัฐและภาคเอกชนต่างฝ่ายต่างเข้ามาช่วยเหลือสุดท้ายมีการทับกันเอง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นครั้งคลื่นยักษ์สึนามิ คนไทยใจบุญพร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือ แต่การเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่มีใครมาบริหารภาพรวมส่งผลกระทบเชิงลบมากกว่าเชิงบวก ฉะนั้น การบริหารการช่วยเหลือน่าจะเป็นภาพรวม ใครดูแลส่วนไหน หน้าที่อะไร ใครเข้าก่อน ใครเข้าหลัง ใครไปทำหน้าที่อะไรต้องมีความชัดเจน สุดท้ายคนได้รับผลกระทบ คือ ประชาชน
เช่นเดียวกับเรื่องการกระจายสินค้า สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครพูดถึงคือ น้ำท่วมที่อยุธยา คนกรุงเทพฯแห่เอาของขึ้นไปที่อ.วังน้อย ทั้งที่มีศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ เช่น บิ๊กซี เทสโก้โลตัส เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่มีใครไปใช้บริการ ผมเคยสร้างแบบจำลอง เช่น หากเกิดสึนามิอีกครั้ง ถุงยังชีพควรจะผ่านระบบโมเดิลเทรด คนที่อยากจะบริจาคเงินช่วยเหลือก็บริจาคที่โมเดลเทรน ไม่ต้องผ่านนายหน้าคนกลาง จะทำให้การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากกว่า ราคาสินค้าถูก และได้ของที่คนต้องการใช้ แต่ปัจจุบันรัฐบาลแค่ระบบโลจิสติกส์ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด โดยเฉพาะโลจิสติกส์ทางด้านการสื่อสารระหว่างแต่ละหน่วยงาน ที่ยังไม่มีระบบควบคุมเรื่องความรับผิดชอบ
ขณะที่การนำเข้าสินค้าจำเป็นก็ไม่ได้แก้ปัญหาเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นต้องสร้างความมั่นใจว่า สินค้าจะไม่ขาด ต้องมีการให้ข้อมูล ควรสะท้อนความเป็นจริง ยกตัวอย่าง เช่น กรมชลประทาน กทม. ให้ตัวเลขข้อมูลปริมาณน้ำคนละตัวเลข ทั้งที่ อยู่บนพื้นฐานตัวเลขเดียวกัน และน่าจะมีการคุยกันก่อน เมื่อต่างคนต่างพูด ก็กลายเป็นเรื่องของการเมือง
จากนี้ไปรัฐบาลควรทำอย่างไร?
จากสถานการณ์น้ำท่วม อ.รุธิร์ มองว่ามีอยู่ 2 ส่วน นั่นก็คือการอยู่รอด เพราะหลังจากนี้ก็จะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น เราจะกลับมาใช้วิถีชีวิตเหมือนเมื่อ 1 ร้อยปีที่แล้ว แต่ระบบโลจิสติกส์ยังอยู่ได้ เพียงแต่ขนาดอาจจะไม่เท่าเดิม จากที่เคยเป็นรถบรรทุกก็กลายเป็นรถเล็กๆ ช่องทางการจัดจำหน่ายก็จะละเอียด มีลำดับมากยิ่งขึ้น แต่ก็คนก็ยังจะสามารถบริโภคได้อยู่ ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่า ภาครัฐจะดำเนินการอย่างไร ต้องมีวิธีการปรับตัวออกมาให้ได้ ต้องอยู่ให้รอด
มากกว่านั้น สิ่งที่ภาครัฐควรจะทำ ก็คือ ต้องมีแผนในการฟื้นฟูออกมาอย่างชัดเจน เพราะเราต้องสร้างความเชื่อมั่น นอกจากประชาชนในประเทศแล้ว ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักลงทุน เราเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การฟื้นฟูต้องสามารถขับเคลื่อนได้ ความสามารถในการขับเคลื่อนตรงนี้ต้องมาสังคายนา ต้องสะท้อนให้เห็นการทำงานว่าไม่ได้อยู่พื้นฐานของหน้าที่ แต่ควรจะทำงานบนพื้นฐานของปัญหา เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายๆ หน่วยงาน หลายๆ ภาคส่วนราชการ
เมื่อย้อนกลับมาถามว่า ทำไมระบบโลจิสติกส์ไม่สามารถเดินได้ในบ้านเรา เพราะ ระบบโลจิสติกส์เกี่ยวข้องกับหลายๆ ภาคส่วนของราชการ ไม่ได้มีเจ้าภาพอยู่รายเดียว เพราะการที่คิดจะแก้ปัญหาของประชาชน ไม่จำเป็นว่าเรื่องนี้เป็นของหน่วยงานนี้ โดยเชื่อว่า ต่างคนต่างสร้างอาณาจักรของตัวเอง ฉะนั้นเราต้องเอาปัญหาเป็นที่ตั้ง ยิ่งระบบราชการแข็ง สามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้ มีแผนระยะยาว แก้ด้วยเหตุผลทางวิชาการ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่จะสร้างเสถียรภาพได้ ถ้าการเมืองจะเข้ามากำหนดนโยบายก็ได้ แต่ควรให้เป็นงานของราชการ
นายกฯ หมดเวลาในการถามความคิดเห็นแล้ว
อ.รุธิร์ ยังกล่าวอีกว่า ในด้านกายภาพ นอกจากการผันน้ำลงทะเลได้อย่างเร็วที่สุด ต่อมาก็คือการทำความสะอาด การฟื้นฟู ต้องรีบดำเนินการ พื้นที่ไหนน้ำลด ก็ต้องรีบเข้าไปดำเนิการ เข้าไปทำความสะอาด เพื่อให้ประชาชนกลับเข้ามาอยู่ได้ นั่นจึงเป็น 2 สิ่งแรกที่ต้องรีบทำ เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าได้เหมือนเดิม
ถ้าในเชิงของการจัดการ เท่าที่มองก็คือ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพราะการประชุมอย่างเดียวไม่ได้เป็นการช่วยแก้ปัญหา ต้องพร้อมที่จะมอบหมายอำนาจให้ใครสักคนในการสั่งการ ไม่ใช่อยู่ในรูปแบบของการประชุม แต่คนนั้นต้องมีความรู้ ความสามารถ ไม่เกี่ยวกับอำนาจ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ทั้งนี้ ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบด้วย จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือใครก็ตาม ถ้าสามารถทำได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าทำไม่สำเร็จก็ต้องพร้อมที่จะลาออก ข้อแม้ก็คือว่า มีอำนาจสั่งได้ทั้งหมด ทุกหน่วยงานห้ามปฏิเสธ
ในส่วนนี้ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เป็นเพียงแค่ประธานในที่ประชุม คอยห้ามศึก ซึ่งแบบนี้ผิด นายกฯ ต้องเป็นคนสั่งไปเลยว่าจะต้องทำแบบนี้ ภายในเวลาเท่าไหร่ ตรงนี้ถือว่า หมดเวลาแล้วในการมาถามความคิดเห็นแล้ว มองอีกส่วนหนึ่งคือ การกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต้องสร้างออกมาเป็นตาราง ว่าตรงนี้ใครเกี่ยวข้อง ทำหน้าที่อะไร ใครเป็นคนประสาน มีแผนผังว่าต้องปฏิบัติตามนี้
ไม่เชื่อว่าพรรคอื่นเข้ามาเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาได้ดีกว่า
สิ่งที่ อ.รุธิร์ มองว่าเป็นปัญหาก็คือ น่าจะเป็นเรื่องของการประกาศ เช่น ตรงนี้น้ำจะไม่เข้า เราคุมอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ ตรงนี้ไม่ควร เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ซึ่งจริงๆ แล้วตรงนี้เป็นเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการ ตรงนี้น่าจะเป็นบทเรียนราคาแพง เพราะการที่ใช้เวลา 49 วันในการเตรียมตัวเป็นนายกฯ กับการบริหารประเทศนั้น ประสบการณ์ตรงนี้ยากมาก อันที่จริงเวลาเตรียมตัวไม่ใช่ปัญหา ถ้าเก่งจริงๆ
ทั้งนี้ ไม่เชื่อว่า ถ้าเป็นพรรคอื่นเข้ามาแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้วจะดีขึ้น เพื่อความเป็นธรรม ไม่ว่าใครจะมาบริหารผลก็เหมือนกัน ไม่มีใครสามารถทำได้ ถ้าการเมืองบ้านเรายังเป็นแบบนี้อยู่ ซึ่งมันก็สะท้อนออกมาทั้งระบบของสังคมอยู่ดี เช่นเดียวกับการที่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ความช่วยเหลือนั้น แต่ประเทศเสนอเข้ามา คำถามก็คือว่า จะเอาหรือไม่ เพราะครั้งนี้การฟื้นฟูคงแพงกว่าครั้งที่ผ่านมา เมื่อรู้สึกว่าแพง ก็คงไม่เอา หรือคิดว่าคงจะไม่เกิดขึ้นอีก ใช้ไสยศาสตร์เข้ามาช่วย
อย่างศปภ.เอง ถ้ามีระบบการจัดการที่ดี ก็ไม่จำเป็นที่จะมีหน่วยงานนี้ เพราะมีกลไกอยู่แล้วในการบริหารตรงนี้ เมื่อมีมาแล้ว ต้องมาดูว่า ทำไมถึงบริหารจัดการไม่ได้ เจอปัญหาอะไร ทุกคนพร้อมจะสั่ง แต่ไม่มีใครจะรับผิดชอบ ส่วนปัญหามวลชนที่เกิดขึ้น ก็เพราะความไม่เคลียร์ ชาวบ้านไม่มีความมั่นใจ
สิ่งที่ขาดก็คือ แบบจำลอง เนื่องจากคนไม่เห็นภาพ ตรงนี้ก็เท่ากับว่าใช้วิชาการน้อยเกินไป ใช้ความรู้สึกมากเกินไป เมื่อใช้ความรู้สึกมากเกินไป ก็เลยกลายเป็นเรื่องการเมือง งานนี้บอกได้เลยว่า รัฐบาลใช้วิชาการมาทีหลัง ไม่มีโมเดล เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สรุปปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ นักการเมืองไม่เชื่อนักวิชาการ ทั้งที่ การทำงานของนักวิชาการผ่านการค้นคว้า วิจัย สุดท้ายการเมืองต้องตัดสินใจว่า จะเลือกแนวทางใด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ เอาการเมืองนำ แล้วเอาวิชาการตามมา
มากกว่านั้น การตัดสินใจอะไรต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน ต้องมีการสังเคราะห์ กลั่นกรอง สุดท้ายก็เป็นเรื่องของ "นักการเมือง" ว่าจะเลือกแนวทางแบบไหน เพราะทุกวิธีการมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.