Switch to: uk
24 May 2012 07:01AM

เศรษฐกิจไทยใต้น้ำ : วิกฤติภาคการผลิตของประเทศ

10 Nov 11 ,  กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นมา ประเทศไทยต้องประสบภัยน้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 50-60 ปี โดยที่มีน้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2538

ปัญหาวิกฤติน้ำท่วมได้สร้างความกังวลที่สุดหลังจากที่เมื่อฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมในภาคกลางได้ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ทำให้เขตนิคมอุตสาหกรรมกว่า 7 แห่งในจังหวัดอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายและต้องหยุดการผลิตลง ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายในหลายจังหวัดแล้ว และภัยคุกคามที่จะเกิดจากน้ำท่วมต่อไปคือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจและพาณิชย์อันเป็นหัวใจหลักของประเทศไทย

วิกฤติน้ำท่วมในวันนี้ถือเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดช็อตด้านอุปทาน (Supply Shock) ที่สำคัญทำลายเศรษฐกิจในภาคการผลิตที่สำคัญ ทั้งในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือภาคการผลิต เนื่องจากฐานการผลิตที่สำคัญของไทยตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่อยู่ติดกันเช่น ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ อยุธยา ฉะเชิงเทรา โดยเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งสิ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะจังหวัดที่มีฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดคืออยุธยาที่มูลค่าการผลิตคิดเป็นร้อยละ 6.1 ของ GDP ของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนถึง 7 เขตนิคมอุตสาหกรรม ที่ต้องปิดกิจการลงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่หลายบริษัทมีซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ต้องหยุดชะงักลงจากการผลิตที่เป็นลักษณะห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์ในส่วนอื่นๆ ของประเทศไทย (เช่น Eastern Seaboard) แม้ว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบน้อยลงโดยน้ำท่วม หากจะประเมินผลกระทบเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประมาณการว่านิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบอาจจะใช้เวลา 3-5 เดือนหรือมากกว่านั้นในการฟื้นสภาพให้กลับมาสู่ภาวะปกติ

ผลกระทบเชิงลบต่อภาคการเกษตรมีแนวโน้มที่จะสร้างความยากลำบากมากที่สุดในการดำรงชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ในชนบท โดยที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่าร้อยละ 46 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่งรายงานประเมินความเสียหายว่าคิดเป็น 10 ล้านไร่ในพื้นที่เพาะปลูก โดยประมาณ 8 ล้านไร่เป็นพื้นที่นาข้าว ทำให้ ผลผลิตข้าวที่เดิมคาดว่าจะผลิตได้ถึง 30 ล้านตัน แต่ตอนนี้ผลผลิตคาดว่าจะลดลงประมาณ 6-7 ล้านตัน ดังนั้น หากประเทศไทยมีการผลิตประมาณ 30 ล้านตันของข้าวและส่งออกได้ประมาณ 9 ล้านตันในปี 2553 การสูญเสียการผลิตข้าวจำนวน 6-7 ล้านตันจะเทียบเท่ากับประมาณร้อยละ 22 ของการผลิตข้าวรวมทั้งปี

วิกฤติน้ำท่วมยังจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 2 ปัจจัย คือ (1) การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารเช่นข้าวเนื่องจากการสูญเสียการผลิต (2) การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าจากการกักตุน ทั้งนี้ สินค้าข้าวมีเป็นน้ำหนักประมาณร้อยละ 1.8 ในตะกร้าของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ผู้ค้าข้าวไทยได้คาดการณ์ว่าราคาข้าวอาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20-25 เนื่องจากน้ำท่วมและโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20-25 เพียงอย่างเดียวสามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นได้ระหว่างร้อยละ 0.4-0.5 ในปี 2553 เลยทีเดียว

วิกฤติน้ำท่วมยังมีผลต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำในประเทศไทย คือ กรุงเทพฯ อยุธยา เชียงใหม่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งไตรมาสที่ 4 ตามปกติจะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่สูงสุด ดังนั้น เมื่อพื้นที่เช่นอยุธยาต้องเผชิญน้ำท่วมอย่างเต็มที่และกรุงเทพฯยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากน้ำท่วม นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะชะลอการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ซึ่งเราคงได้ยินข่าวการยกเลิกการจองการท่องเที่ยวของต่างชาติมาบ้างแล้ว ทั้งนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณร้อยละ 5-6 ของ GDP ซึ่งจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) จะแสดงให้เห็นว่า หากรายได้การท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 10-30 สำหรับนักท่องเที่ยวในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 0.2-0.6 ได้เช่นกัน

มองไปข้างหน้า เราทุกคนควรจะต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่า (1) ระดับน้ำท่วมกรุงเทพจะเป็นเช่นไร เพราะจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากจากการที่เศรษฐกิจในเขตกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ  24 ของ GDP ของไทย ดังนั้น เราจึงจะเห็นนโยบายของภาครัฐในการพยายามรักษาพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในมากที่สุด (2) ผลกระทบของน้ำท่วมที่จะมีผลต่อฐานอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นระยองในชายฝั่งทะเลตะวันออก (3) นโยบายและมาตรการของรัฐเพื่อบรรเทาสภาพน้ำท่วมและทำให้ภาวะน้ำท่วมลดลงโดยเร็ว รวมทั้งแนวทางการทำงานเพื่อเร่งฟื้นฟูให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถกลับมาทำงานได้ปกติ

ทั้งนี้ หลายฝ่ายประเมินว่า ผลกระทบน้ำท่วมอาจทำให้เศรษฐกิจในปี 2554 ขยายตัวลดลงร้อยละ 1.0-1.5 เทียบกับกรณีก่อนเกิดวิกฤติน้ำท่วม ที่เคยคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ไว้ที่ร้อยละ 4.0 ต่อปี โดยวิกฤติน้ำท่วมทำให้ต้องมีการปิดโรงงาน การสูญเสียทางการเกษตร ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและอื่น ๆ ตั้งแต่กันยายน 2554 เป็นต้นมา ซึ่งหมายความว่าไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 จะได้รับผลกระทบอย่างหนักกับอัตราการเจริญเติบโตที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ -1.0 ถึง 1.1 นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าในระยะสั้นจากความสูญเสียของผลผลิตการเกษตรและการกักตุนสินค้า ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อในช่วงสิ้นปี 2554 จะสูงถึงร้อยละ 5 ต่อปี

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.