Switch to: uk
11 February 2012 13:16PM

NECTEC จับมือยูโรไทร์ ใช้ RFID บริหารจัดการยางรถยนต์

01 Sep 08 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0
ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจการขนส่งมีความผันผวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงสูงขึ้น และต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่ง คือ ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ ซึ่งค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงนับเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดและมีอุปสรรคมากในการบริหาร เนื่องจากแปรผันตามราคาตลาดโลก ดังนั้นค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ที่เป็นต้นทุนลำดับ 2 รองจากน้ำมันเชื้อเพลิงจึงมีบทบาทสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองลงของธุรกิจขนส่ง

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจการขนส่งมีความผันผวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงสูงขึ้น และต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่ง คือ ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ ซึ่งค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงนับเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดและมีอุปสรรคมากในการบริหาร เนื่องจากแปรผันตามราคาตลาดโลก ดังนั้นค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ที่เป็นต้นทุนลำดับ 2 รองจากน้ำมันเชื้อเพลิงจึงมีบทบาทสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองลงของธุรกิจขนส่ง

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าบริษัทขนส่งส่วนใหญ่ไม่สามารถวิเคราะห์ต้นทุนยางของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จึงได้จัดทำโครงการนำร่องร่วมกับ บริษัท ยูโรไทร์ จำกัด ผู้จำหน่ายยางรีไซเคิลระบบอัดดอกยางแบบหล่อเย็นสำหรับรถบรรทุก โดยนำเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency IDentification) ซึ่งเป็นระบบระบุลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุมาช่วยตรวจสอบและติดตามข้อมูลในการบริหารจัดการยางรถยนต์

โดย นายสกล หอรุ่งเรือง ตัวแทนจากบริษัท ยูโรไทร์ จำกัด ผู้จำหน่ายยางรถยนต์บรรทุก EUROTYRE เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพประกอบด้วย 1.รถยนต์ 2.พนักงานขับรถ และ 3.ต้นทุนสิ้นเปลือง ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ยางรถยนต์ และอื่นๆ

ในส่วนของยางรถยนต์ ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่ได้ซ่อมแผลบาดตำ ปะซ่อมไม่ถูกวิธี แผ่นปะซ่อมหลุดหรือบวมเนื่องจากใช้วัสดุไม่เหมาะสม ถ้าเป็นยางเรเดียลทำไม่ถูกวิธีจะเกิดสนิมลวดเหล็กตามมาอาจทำให้ยางระเบิดได้ง่าย ไม่มีการตรวจลมยาง เติมมากหรือน้อยไปทำให้สิ้นเปลืองถึง 5% และหากทิ้งไว้แก้มยางจะปริแตกเป็นแนวยาวหรือยางฉีกตั้งแต่ด้านใน การประกอบยางผิดวิธี บิดยางมีรอยแยกหรือคดผิดรูปทรง จะทำให้นำยางมาใช้ใหม่อีกไม่ได้ ดอกยางสึกหรอผิดปกติเนื่องจากปัญหาช่วงล่าง ของรถยนต์หรือใช้ยางจนหมดดอก หน้ายางมีการสึกถึงโครงสร้าง

ดังนั้นการบริหารจัดการยางจะเป็นการลดต้นทุนยางรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจัดการทั้งการจัดเก็บสต๊อกยาง มีการหมุนใช้ยาง เก็บประวัติและประเมินผลเป็นระยะๆ ลดปัญหาเสียหายผิดปกติหรือไม่สามารถนำยางไปหล่อดอกใหม่ได้ หากบริหารดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก ในการจัดซื้อยางใหม่น้อยลง ลดการซ่อมบำรุงยาง

"การบริหารจัดการยางหากมีการบันทึกประวัติรายละเอียดยางทุกเส้นที่ใช้งาน จะช่วยลดต้นทุนยางรถยนต์ได้ถึง 10% การบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายหรือดำเนินการอื่นๆ เกี่ยวกับยาง ลดต้นทุนได้ 5% และการบันทึกข้อมูลการตรวจวัดลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ช่วยลดต้นทุนยางได้ 0.5%" นายสกลกล่าว

สำหรับโปรแกรมที่นำมาบริหารจัดการยาง คือ "ยูโร-โซลูชั่น" ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก ช่วยผู้ประกอบการในการบริหารยางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากการบริหารจัดการยาง เช่น สามารถคำนวณต้นทุนยางว่ากี่บาท/ กิโลเมตร รู้สถานะของยางว่าพร้อมแค่ไหน เหลือดอกยางอยู่กี่มิลลิเมตร วิเคราะห์ปัญหายางเสียหายผิดปกติ วางแผนการสั่งซื้อยางล่วงหน้าได้แม่นยำ เพราะรู้ว่ายางใกล้จะหมดอายุกี่เส้น ลดความซับซ้อนของระบบการจัดการยางและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า

ในการบริหารจัดการยาง องค์ประกอบสำคัญที่ต้องทำ คือ เก็บประวัติยาง ตรวจเช็กสภาพโครงสร้าง ตรวจสอบหมายเลขยาง และตรวจสอบความลึกดอกยางทุกเดือน

ส่วนการนำ RFID มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยางนั้น จะช่วยขจัดปัญหาหมายเลขยางเลือนหายหรืออยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น เพิ่มความรวดเร็วในการเก็บข้อมูลและบันทึกข้อมูล เพิ่มความแม่นยำในการเก็บข้อมูล และลดการจัดเก็บข้อมูลด้วยเอกสาร ซึ่งการติด tag จะต้องมีการติด tag ตัวแรกที่ด้านข้างรถยนต์ก่อน โดยใส่ข้อมูลรายละเอียด เกี่ยวกับรถบรรทุก เลขทะเบียนรถ กลุ่มรถ ส่วน tag ที่ติดบริเวณแก้มยางใกล้กับกระทะล้อรถยนต์ก็จะต้องมีการสร้างข้อมูลรายละเอียดของยางก่อนติด มีการทดสอบการอ่านเบื้องต้นก่อนนำไปติดจริง โดยบริเวณล้อหลังคู่ที่อยู่ใกล้กันมาก ควรติด tag คนละด้านของแก้มยางเพื่อป้องกันข้อมูลรบกวนกันในระหว่างตรวจสอบยาง

สำหรับการตรวจสอบจะต้องใช้เครื่องอ่าน หรือ reader ตรวจสอบรุ่นของยาง เบอร์ยาง ซีรีส์ยาง ดอกยางเหลืออยู่กี่มิล ระยะทางที่วิ่ง ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบคันละ 2-7 นาที

นายสกลกล่าวว่า ผลการวิจัยเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจสภาพยางรถยนต์ รถยนต์ที่ไม่มี RFID จะใช้เวลารวมในการปฏิบัติงาน 26 นาที แต่หากมี RFID ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจสภาพยางจะใช้เวลาเพียง 13 นาทีต่อคัน

ฉะนั้น การนำ RFID มาใช้นอกจากจะสามารถลดเวลาการตรวจสอบยางแล้ว ยังช่วยให้บริษัทขนส่งทราบถึงต้นทุนยางทั้งในเชิงสถิติและเชิงบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเก็บประวัติข้อมูลยางทุกเส้น และมีการตรวจสภาพของยางรถยนต์อย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งใช้ยางได้คุ้มค่าที่สุด รวมทั้งสามารถนำโครงยางกลับมาใช้ใหม่อีกรอบ เนื่องจากยาง recycle ด้วยการหล่อดอกมีต้นทุนเพียง 25-30% ของราคายางใหม่เท่านั้น หรือประมาณเส้นละ 3,000 กว่าบาท เทียบกับราคายางใหม่ที่ตกเส้นละ 10,000 กว่าบาท ส่วนเครื่องมือในการตรวจสอบทั้ง reader และอุปกรณ์จะตกประมาณ 70,000 บาท และ tag มีราคาชิ้นละ 100 กว่าบาท

Leave a comment :