Switch to: uk
11 February 2012 13:21PM

เจาะลึกนวัตกรรม K-BANK เชื่อมโลจิสติกส์การค้าโลก

14 Nov 08 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
ถึงแม้การปฏิวัติธุรกรรมทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย(K-Bank) จะมุ่งผลประโยชน์ไปในเชิงพาณิชย์ขององค์กร และรองรับกับอนาคตของการเปิดเสรีทางการเงินเป็นสำคัญ ด้วยการยกเครื่องระบบไอทีครั้งใหญ่ โดยเฉพาะด้านบริการการค้าระหว่างประเทศ หรือ "Trade Innovation" ที่ทำให้สามารถสร้างสรรค์รูปแบบบริการได้หลากหลาย

แต่อีกมุมหนึ่งต้องถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทั้งของผู้ประกอบการและของประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของชาติที่ต้องการพัฒนาด้านโลจิสติกส์การค้า

ตัวเลขธุรกรรมการเงินของธนาคารที่เพิ่มขึ้นจาก 3 แสนล้านบาทเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มาเป็น 2.4 ล้านล้านบาทในปีนี้หรือประมาณเกือบ 25% ของมูลค่าทั้งระบบ 10 ล้านล้านบาท คือคำตอบของความสำเร็จ การออกแบบที่ตรงกับความต้องการลูกค้า ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถเจาะเข้าไปให้บริการได้ถึงบริษัทลูกค้า จึงเท่ากับเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างดี

นายบุญยง พัวพงศธร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเทศพาณิชย์ สายงานบรรษัทธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน"Trade Innovation" ของธนาคารถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนดำเนินการ ทั้งด้านธุรกรรมการเงิน การจัดการเอกสาร และการบริหารความเสี่ยง โดยในกระบวนการบริหารโลจิสติกส์ซัพพลายเชนนั้น "การเงิน" ถือเป็นพาร์ตหนึ่งที่สำคัญมาก ที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งตัวผู้ผลิตสินค้า ลูกค้า และผู้ให้บริการโลจิสติกส์

ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลถึงความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจทั้งของบริษัทและของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันธนาคารเองก็ต้องการพัฒนารูปแบบบริการใหม่ๆให้ทันสมัยและเป็นระบบสากล สามารถเชื่อมต่อกับสถาบันการเงินอื่นได้ทั่วโลก เพื่อรองรับกับการเปิดเสรีทางการเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ธนาคารมุ่งหานวัตกรรมการเงินในรูปแบบใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ โดยธนาคารได้ส่งทีมผู้บริหารไปดูงานยังสถาบันการเงินชั้นนำจากประเทศต่างๆทั่วโลก เพื่อเรียนรู้ความต้องการของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ พร้อมกับเก็บข้อมูลอย่างละเอียด อาทิ ดูว่าบริการนี้ลูกค้าต้องการอะไร ถ้าไปต่างประเทศลูกค้าต้องทำอะไรบ้าง และดูว่าข้อสรุปแบบไหนดีที่สุด จนได้ระบบที่มีความเป็นมาตรฐาน จากนั้นจึงนำมาจัดรูปแบบบริการ ให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจคนไทย

แต่ภายใต้มาตรฐานที่เป็นระบบสากล ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้เข้าร่วมประชุมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของผู้ทำธุรกิจนำเข้าส่งออก และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ จนสามารถดีไซน์รูปแบบระบบได้ตรงกับความต้องการ จากนั้นจึงนำทีมไอทีเข้ามาเซตระบบทั้งหมด โดยระบบที่ธนาคารนำมาใช้ปัจจุบันนั้น เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากประเทศอินเดีย

"เราใช้เงินลงทุนในส่วนนี้ไม่มาก คือไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ"

นายบุญยง กล่าวต่อว่า ผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้ธนาคารเกิดนวัตกรรมบริการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับผู้ส่งออกผ่าน 3 ช่องทาง ช่องทางแรกผ่านศูนย์บริการธุรกิจระหว่างประเทศ (International Trade Services Offices) ซึ่งเป็นศูนย์ให้บริการธุรกิจด้านการนำเข้าและส่งออก ใช้การสแกนเอกสารลูกค้าผ่าน "Imaging Work Flow" เพื่อส่งเอกสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงให้ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจต่างประเทศที่ศูนย์ปฏิบัติการกลางพิจารณาและดำเนินการธุรกรรมแต่ละรายทันที โดยไม่ต้องรอเอกสารต้นฉบับ

ปัจจุบันธนาคารมีศูนย์บริการธุรกิจระหว่างประเทศรวม 55 แห่งทั่วประเทศ และยังมีแผนขยายต่อเนื่องในปีหน้า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าอยู่ราว11,000 บริษัท โดยในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ 1,000 บริษัท จากจำนวนผู้ส่งออกรวมทั้งหมดของประเทศ 40,000 บริษัท และมียอดธุรกรรมการเงิน10 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่2.2ล้านล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปีจะมีตัวเลขโตที่ 2.4 ล้านล้านบาท

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยของ "Trade Innovation" ล่าสุดธนาคารได้ขยายบริการจัดการเอกสารเพื่อการส่งออกครบวงจร(K-Export Document Solution) สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยธนาคารจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทลูกค้า ในการดำเนินการจัดการเอกสารด้านการส่งออกให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการชำระเงินประเภทต่างๆแทนลูกค้าทั้งหมด และมีการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก อาทิ สายการเดินเรือ สายการบิน และบริษัทประกันภัย

ด้วยระบบที่เชื่อมตรงถึงกันนี่เอง ทำให้เอกสารที่ออกจากระบบมีความถูกต้อง ส่งผลให้ลูกค้าได้รับการชำระเงินจากคู่ค้าได้อย่างรวดเร็ว ตรงเวลา โดยไม่ต้องกังวลกับการจัดการเรื่องเอกสารส่งออกต่างๆ ทำให้บริษัทสามารถนำเวลาส่วนนี้ไปมุ่งเน้นที่การบริการจัดการ การผลิตสินค้าที่เป็นเป้าหมายหลักได้อย่างเต็มที่

"ผลที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยงานภาครัฐทั้ง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสนใจรูปแบบการให้บริการเพื่อขยายผลดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเข้ามาเชื่อมโยงกับระบบ นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับสถาบันการเงินให้เป็นธนาคารที่ให้บริการด้านธุรกิจต่างประเทศดีที่สุดของแบงก์ไทย

"เราจะเข้าไปเอาต์ซอร์ซ งานด้านธุรกิจต่างประเทศทั้งหมดแทนลูกค้า ซึ่งตอนนี้เรามีลูกค้าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่จริงๆกว่า 10 บริษัท สามารถเชื่อมโยงถึงกันหมดในการให้บริการ และธนาคารกำลังเจาะไปที่กลุ่มลุกค้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น การที่เราทำระบบนี้ที่เห็นชัดเจนคือ ช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานส่งออกจาก 20 กว่าวัน เหลือ 5-7 วันเท่านั้น"

ส่วนในช่องทางที่สองคือ การให้บริการผ่านผู้ชำนาญด้านธุรกิจต่างประเทศ (Trade Services Specialist) โดยลูกค้าสามารถติดต่อใช้บริการทุกเรื่องได้ในจุดเดียว ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญจะเข้าไปให้คำปรึกษาด้านเอกสารนำเข้าส่งออก รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อถึงจุดเกิดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งในเดือนที่ผ่านมา (ต.ค.) ผลจากเกิดวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐฯ ทำให้ยอดธุรกรรมการเงินของธนาคารเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบปีคือประมาณ 150,000 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากลูกค้าต้องการปิดความเสี่ยงทางธุรกิจ

ขณะที่ช่องทางสุดท้ายคือการให้บริการธุรกิจการเงินการค้าระหว่างประเทศ ผ่านระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (K-Trade Connect) เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมด้านการค้าระหว่างประเทศได้ด้วยตนเองผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

เพื่อให้ลูกค้าในหลายรูปแบบสามารถใช้บริการไม่ต้องมาทำธุรกรรมที่ธนาคาร ระบบ Trade Innovation ยังทำให้ธนาคารสามารถขยายรูปแบบบริการได้อีกหลายรูปแบบ อาทิ e-Supply Chain ซึ่งเป็นระบบชำระเงิน และเบิกใช้วงเงินสินเชื่อออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับระบบสั่งซื้อ-ขายออนไลน์ ทำให้วงจรธุรกิจและการชำระเงินเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรของห่วงโซ่ธุรกิจ ทั้งผู้ค้า ผู้แทนจำหน่าย และผู้ป้อนวัตถุดิบ ลดการจัดทำเอกสารซ้ำซ้อน เวลา และต้นทุน

"การพัฒนาธุรกรรมการเงินของธนาคารกสิกรไทย ที่สามารถให้บริการได้แก่ภาคธุรกิจการค้าระหว่างประเทศได้อย่างครบวงจรนั้น ถือเป็นความได้เปรียบ แต่ในขณะเดียวกัน กสิกรไทยในฐานะผู้นำด้านนี้และมีความพร้อมก็จะสามารถเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง โดยการแข่งขันของธุรกิจตัวนี้คือ ใครทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า ก็จะอยู่ได้ ส่วนใครที่พัฒนาได้น้อยก็จะอยู่อย่างลำบาก"นายบุญยงกล่าวและว่า

ในอนาคตการพัฒนาธุรกรรมการเงินถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อวันหนึ่งมีการเปิดเสรีด้านการเงิน และเพื่อเป็นการรองรับกับภาวการณ์ดังกล่าว ธนาคารมีแผนที่จะลงทุนพัฒนาด้านระบบไอทีครั้งใหญ่ในเร็วๆนี้ เพื่อเชื่อมได้กับระบบทุกภาคส่วนของโลก เช่น ตอนนี้ธนาคารได้มีการจัดเตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่อีกแห่งที่เมืองทองธานี จากเดิมมีแห่งเดียวที่ศูนย์พหลโยธิน

"จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้มีหลายธนาคารพาณิชย์ของไทย ต้องให้ธนาคารกสิกรไทยเข้ามาบริหารจัดการด้านการค้าระหว่างประเทศให้ ซึ่งโมเดลที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด คือ การเข้าไปเอาต์ซอร์ซธุรกรรมด้านนี้ให้กับธนาคารนั้นๆ"

Leave a comment :