ผศ.ดร.เผ่าภัค ศิริสุข รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ เครื่องมือตัวหนึ่งที่ทำให้การทำงาน ง่ายขึ้น แต่ส่วนใหญ่การนำเทคโนโลยีมาใช้จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่คาดไว้ ปัจจุบันประเด็นปัญหาที่พบบ่อยในการใช้เทคโนโลยีของคนไทย คือผู้ซื้อได้มาก็ไม่มีประโยชน์ ผู้ขายก็ขายไม่ออก
"ได้เคยเห็นตัวอย่างในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งเรียกไปดูระบบระบุเอกลักษณ์ของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Identification : RFID) ถามว่า จะติดไปทำไม ได้รับคำตอบว่า พอดีมีผู้บริหารจะมาจากญี่ปุ่นจะเอาผลงาน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอาร์เอฟไอดี บางทีเราควรมองจากปัญหา แล้วเทคโนโลยีมันไม่ใช่ยาแก้ปวดที่ปวดตรงไหนก็กิน มันน่าจะเป็นแบบหมอตี๋ที่ผสมผสานกันไป สิ่งที่คนบ่นว่า เทคโนโลยีไม่ได้ผลเพราะเป็นการมองเทคโนโลยีออกไป อยากฝากว่า ให้มองปัญหาเข้ามา"
จากการคุยกับซัพพลายเออร์ผู้ประกอบการ พบว่าหลายบริษัทที่มี ยอดขายสินค้าได้พร้อมจะลงทุนด้านไอทีประมาณ 2% ของยอดขาย บวกลบไม่เกิน 1.5-2.5% เช่น บริษัทที่มียอดขายประมาณ 10,000 ล้านบาท มีการลงทุนเทคโนโลยี ปีละประมาณ 200 ล้านบาท ถ้าเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มียอดขายประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี จะแบ่งเป็นเงินลงทุนเทคโนโลยีประมาณ 2 ล้านบาท เงินที่ลงทุนไปด้านไอทีแต่ละปีจะสะท้อนหน้าตาของระบบในการเชื่อมฐานข้อมูลต่าง ๆ ภายในองค์กร เช่น ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือเอสเอพี ต้องใช้เงิน ลงทุนสูง การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้สามารถลดค่าใช้จ่าย
ยกตัวอย่าง บริษัท พีแอนด์จี ไม่มีปัญหาในเรื่องโรงงาน ปัญหาอยู่ที่คลังสินค้าเต็ม ไม่มีที่เก็บหลอดอะลูมิเนียมคิดวางแผนจะไปเช่าโกดังใกล้ ๆ เก็บสินค้า แต่เมื่อหารือกับซัพพลายเออร์ ทางซัพพลายเออร์บอกว่า จะเก็บให้ โดยให้บริษัทพีแอนด์จีทำระบบ Vendor Management Inventory : VMI โดยการพยากรณ์ความต้องการใช้หลอดอะลูมิเนียมต่อวันต่อสัปดาห์ให้ซัพพลายเออร์ทราบ เพื่อซัพพลายเออร์จะได้จัดส่งมาให้เพียงพอกับความต้องการทันทีที่ต้องการใช้ พร้อมกับลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จรูปของ SAP มาใช้ในการวางระบบ การปรับระบบการทำงานดังกล่าวทำให้บริษัทพีแอนด์จีลดสินค้าคงคลังได้ 20 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีในต่างประเทศ เท่าที่ศึกษาจะมีการใช้ระบบอีอาร์พีกันมากขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้อีอาร์พีเชื่อมกับอีอาร์พีอีกตัวได้ ส่วนระบบจีพีเอสเป็นมาตรฐานของการขนส่ง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ต้องมีตัวเซ็นเซอร์เข้ามาด้วย
นายทศพล คุณะเพิ่มศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดกล่องดำบันทึกการใช้งานรถ ชุดดาวเทียม GPS สำหรับบันทึกเส้นทางการเดินรถ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยลดการใช้จ่าย และสามารถช่วยลดปัญหาอุปสรรคมากมายได้ ยกตัวอย่างเมื่อ 15 ปีก่อนที่บ้านมีธุรกิจครอบครัวทำรถบรรทุกขนส่งสินค้า มีรถอยู่ 200 คัน พบปัญหามากมาย เช่น พอรถออกไป ตามไม่ได้ ส่งของทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ของเสียหายบ้าง ตอนนั้นยังไม่มีระบบสำรวจหาตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Global Positioning System : GPS) จึงได้นำแนวคิดการผลิตกล่องดำในเครื่องบินมาประยุกต์ใช้ แต่ตอนนี้มีระบบ GPS และระบบมือถือเข้ามาตอบโจทย์ได้ สามารถทราบว่ารถวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ รายงานเป็นเรียลไทม์ ตอนนี้มีการนำ GPS มารวมกับ ERP ทำเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อดูเส้นทางรถ วางแผนการวิ่งแต่ละวันได้ เคยคุยกับบริษัทขนส่งคนไทยบอกว่า ถ้าไม่มีเทคโนโลยีจะกลายเป็นเพียงบริษัทรับช่วงจากบริษัทต่างชาติ แต่เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ข้อดีเวลาเข้าไปนำเสนองานว่า บริษัทมีระบบเทคโนโลยี มีโปรแกรมอย่างไร แล้วการเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ
"ERP พบป?ญหาเอง ลูกค้าไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วตัวโปรแกรมเมอร์เองก็ไม่รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร คือไม่รู้ทั้งหมด ทุก ๆ โครงการมีไลน์โปรเจ็กต์ต้องจบ ลูกค้าเซ็นก็จบ ไม่เซ็นก็ปรับ เมื่อตัวเองไม่รู้ว่าจะทำอะไร เอาเครื่องมือเข้ามาก็ใช้การไม่ได้อยู่ดี เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถบริหารให้คนเข้าไปใช้ระบบได้ ต้องผลักดันให้คนเข้าไปใช้ระบบให้ได้"
ล่าสุดเทคโนโลยีที่บริษัทผลิต คือให้เครื่องร้องเตือนที่รถ ที่ห้องคอนโทรลเมื่อเกจ์ความร้อนขึ้น เครื่องดังกล่าวนี้ได้มี ผู้ประกอบการจากประเทศอินเดียสั่งซื้อไป 500 ตัว โดยทางอินเดียบอกว่า ปัจจุบันมีเพียง 5 บริษัทในโลกที่ไม่ได้มีเพียงแทร็ก แต่มีเซ็นเซอร์ในด้านเซฟตี้ด้วย โดยระบบของบริษัทจะวิเคราะห์หมดว่า ก่อนรถจะชน คนขับขับรถเร็วหรือไม่ ฝนตกหรือเปล่า แต่คุณสมบัติที่เหนือกว่า 5 ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา คือผู้ซื้อต้องการให้ช่างเทคนิคคนไทยไปติดตั้ง เพราะช่างเทคนิคคนไทยมีความชำนาญ เก่ง รถทั้งคันสามารถถอดสายไฟออกมาและต่อกลับได้หมด จึงเป็นข้อได้เปรียบ อย่างไรก็ตามทางบริษัทมีปัญหาว่า โปรแกรมเมอร์ คนไทยเก่ง สามารถเขียนโปรแกรมออกแบบได้ไม่แพ้ต่างประเทศ สินค้าสามารถขายในต่างประเทศได้ แต่อุปสรรคปัญหาคือไม่สามารถหาผู้ผลิตที่ดีได้ ต้องวิ่งหาซัพพลายเออร์กว่าจะครบ และโรงงาน ผลิตดี ๆ ได้ยาก ขณะเดียวกันอยากจะขอร้องให้ภาครัฐสนับสนุนให้โอกาสบริษัทที่มีศักยภาพเข้ารับงานประมูลขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีของภาครัฐบ้าง แทนที่จะจ้างแต่บริษัทต่างชาติเข้ามารับงาน
ดร.สมชาย ควิ้นท ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กล่าวว่า ในอนาคตเทคโนโลยีจะอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน ช่วยทำงานให้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างระบบจีพีเอสที่ติดไว้ในรถบรรทุกขนสินค้าวัตถุอันตรายสามารถช่วยประชาชนได้ เพราะสามารถควบคุมการขับรถของพนักงานให้ช้าได้ ไม่เกิดอุบัติเหตุ พนักงานทำงานน้อยลง สะดวกขึ้น ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยเองมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มาก ขณะเดียวกันบริษัทของคนไทยเองปัจจุบันเก่งมาก สามารถทำระบบให้ไม่สามารถขโมยน้ำมันได้เลย ดีมาก ที่ผ่านมาคนไทยมีปัญหาเทคโนโลยีเรื่องพนักงานใช้ไม่เป็น ถ้าต้องการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้คุ้มค่าต้องสื่อสารกัน ต้องศึกษาการใช้ เกิดปัญหาอะไร จะใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยตรงไหน อย่างไร ถ้าไม่ทำ ไม่คุ้มค่าอย่างไร ทั้งนี้ภาครัฐต้องมีการสนับสนุนภาคธุรกิจให้เห็นประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยี
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.