การจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) มาจัดการห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ปัญหาสำคัญคือ ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานจะแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กันอย่างไร เพื่อให้การดำเนินการไหลลื่น เพื่อให้การจัดการซัพพลายเชนสำเร็จ
ในการทำธุรกิจกับหลายบริษัทที่อยู่ใน ซัพพลายเชนเดียวกัน หลายคนอาจจะคิดว่าง่าย แต่จริงๆ แล้วมีปัญหามากมาย เช่น interface การรับเอกสารด้วยไอทีที่ใช้ไม่เหมือนกัน ใช้ ERP (enterprise resource planning) ไม่เหมือนกัน ระบบไอทีไม่เหมือนกัน ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันไม่ได้ ซึ่งปัญหาของซัพพลายเชนที่ต้องแลกข้อมูลกันเป็นปัญหาของไอที เช่น model ไม่ยืดหยุ่นกัน ดังที่เคยได้ยินว่า business process ไม่เหมือนกันจะแลกข้อมูลกันได้อย่างไร หรือ application integration ก็ไม่เข้ากัน คือโปรแกรมทำงานไม่สัมพันธ์กัน แชร์ข้อมูลไฟล์คนละ format ก็ไม่สามารถเปิดดูอีกโปรแกรมได้ ฯลฯ
EDI เริ่มไม่โต
ปัจจุบันสภาวการณ์ในภาคไอทีของไทย การใช้ EIS แชร์ข้อมูลบนระบบคู่สายเช่า (Leased Line) ซึ่งเป็นไลน์ที่เช่ามาเพื่อส่งข้อมูลโดยเฉพาะ มีข้อดีตรงที่ว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อนไม่มีเทคโนโลยีอื่น 10 ปีที่แล้ว มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นนั่นคือ EDI (electronic data interchange) แต่ขณะนี้ EDI เริ่มไม่โตแล้ว เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้ลงทุน EDI เริ่มชะลอการลงทุนด้าน EDI เพราะว่ามีการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเร็วกว่า ถูกกว่า เนื่องจาก EDI bandwidth แพง ต้องเช่าระบบ คู่สาย แม้ว่าปัจจุบันจะมี EDI ผ่านอินเทอร์เน็ตยังถือว่าเป็นการลงทุนที่สูง เพราะบริษัทหลายแห่งเก็บค่าธรรมเนียมตรงนี้ ด้านข้อมูลเข้าถึงยาก เพราะ EDI เป็นภาษาโคบอลต์ นอกจากนี้ ยังมี EDI server โดยเฉพาะ อีกทั้งการบำรุงดูแลรักษายังสูง
เมื่อบริษัท A ลงทุน EDI คู่ค้าของ A ก็ต้องลงทุน EDI ต่อมาบริษัท A บอกว่า จะไม่ซื้อของจากคู่ค้ารายนี้ จะไปซื้อกับอีกรายหนึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะคู่ค้ารายใหม่ไม่ได้ลงทุน EDI การเปลี่ยนคู่ค้าจึงไม่ง่าย และยังมีมาตรฐานอีกมากมายใน EDI
หากถามว่า ทำไมมีบริษัทมากมายลงทุน EDI นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วเพิ่งลงทุน EDI หลายสิบล้านบาท ผลตอบแทนจากการลงทุนยังไม่คุ้ม
ยกตัวอย่าง เหมือนที่เราซื้อคอมพิวเตอร์เป็นวินโดวส์ 97 ถ้าจะเปลี่ยนเป็นวินโดวส์ XP 2000 ทั้งที่วินโดวส์ 97 ยังใช้ได้อยู่ เราก็ยังไม่เปลี่ยน แต่การลงทุนใหม่ๆ คนที่ลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แน่นอนต้องซื้อเครื่องที่อัพเกรดมากขึ้น เป็นซอฟต์แวร์ที่อัพเกรดมากขึ้น นี่คือ เหตุผลที่ทำให้ต้องมีภาษาสำหรับพัฒนาข้อมูลข่าวสาร XML (extensible markup language) ขึ้นมาแทน
การทำงานของ RosettaNet
สมมุติการทำงาน 2 บริษัท แต่ละบริษัทต่างใช้ระบบของตัวเองอยู่อาจเป็น SAP หรือออราเคิล สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อมูล (data) ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากันได้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลจึงติดปัญหาในกระบวนการทำงาน ฉะนั้น ถ้าจะแก้ตรงนี้โดยมีมาตรฐานขึ้นมาเป็นภาษากลาง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันจะทำให้ง่ายขึ้น นั่นคือ RosettaNet
สำหรับข้อมูลที่จะแลกเปลี่ยนกันใน ซัพพลายเชน เช่น การออกข้อมูลใบสั่งซื้อ (purchase order-P/O) ส่งไป ต้องมีตอบรับกลับมา เหมือนการสั่งซื้อสินค้า เมื่อถึงเวลา ก็ส่งใบเสร็จเก็บเงินมาให้ ก่อนส่งรถบรรทุกสินค้าออกจากโรงงาน จะมีการบอกล่วงหน้าให้เตรียมรับสินค้าได้ เมื่อได้รับแล้ว จะมีการแจ้งบอกกลับมาว่า ได้รับแล้ว
การทำงานหรือการบริหารซัพพลายเชน การแลกเปลี่ยนระบบข้อมูล ถ้าถึงระดับหนึ่งสามารถทำได้ในเรียลไทม์จะเข้าใจกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ถึงระดับ สต๊อกสินค้าด้วย ถ้าคุณเป็น vendor จะส่งสินค้าให้ผม คุณต้องบอกสต๊อกสินค้าของคุณว่าเหลือเท่าไหร่ ผมจะได้สั่งได้ถูกต้อง หรือสต๊อกของ holder ลดลงไปถึงขีดที่ต้องเติม vendor พร้อมจะส่งสินค้าไปเติมไม่ให้ขาด ตรงนี้เป็นการแลกเปลี่ยนสต๊อกสินค้ากัน
แม้แต่การพยากรณ์ความต้องการสินค้าต้องแลกเปลี่ยนกัน ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อวางแผนการผลิต หรือจะปรับเปลี่ยนประมาณการความต้องการสินค้าใหม่สามารถ แลกเปลี่ยนกันได้ RosettaNet จึงเป็นการ ตอบโจทย์ใน 2 เรื่อง คือ กระบวนการกับไอที
ยกตัวอย่าง ระบบภายในบริษัท เอ ใช้ SAP บริษัท บี ใช้ออราเคิล แต่ข้างในเป็น ERP ด้าน SAP มีกระบวนการทำงานของตนเอง ออราเคิลมีกระบวนการทำงานของตนเอง ซึ่งปกติ SAP จะเหมาะกับบริษัทที่ให้บริการ และออราเคิลจะเหมาะกับบริษัทประเภทอุตสาหกรรม เมื่อทั้ง 2 บริษัทมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน จะมีปัญหา SAP ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับออราเคิลได้
นั่นคือเวลาส่งข้อมูลจาก SAPไป คือจากระบบปฏิบัติการหนึ่งไปเข้าเว็บอีกระบบปฏิบัติการหนึ่งผ่านโปรแกรมภาษากลาง เวลาส่งไปก็แปลภาษากลางเป็นภาษาของตนเอง ฉะนั้นถ้าทุกคนสามารถแปลงข้อมูล Rosettanet ที่เป็นมาตรฐานกลางจะสามารถสื่อสารกันได้มากขึ้น ไม่ว่าข้างในบริษัทจะใช้ระบบของอะไร
ใน RosettaNet ภาษากลางจะมีการตั้งตัว PIP (partner interface process) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคู่ค้า และจะมีคำแนะนำในการแลกเปลี่ยนข้อมูลขึ้นมา ส่วนผู้ที่ตั้ง RosettaNet ขึ้นมาในช่วงแรก เช่น บริษัท อินเทล โซนี่ ฟูจิตสึฯ ข้อมูลที่ส่งกันนอกเหนือจากส่งออร์เดอร์ มีเรื่องการบอกระดับสต๊อกสินค้า การพยากรณ์ความต้องการซื้อขาย การดีไซน์ รูปแบบสินค้า เป็นต้น จะมีการจัดทำกระบวนการทำงานขึ้นมา และทุกคนเห็นด้วย
นอกเหนือจากกระบวนการทำงานที่ตั้งขึ้นมา หน้าตาของฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ XML (extensible markup language) มีหน้าตาอย่างไร ตรงจุดนี้ได้มีการกำหนดกรุ๊ปขึ้นเพื่อให้มีมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แต่ละกรุ๊ปแตกย่อยออกเป็นมาตรฐานต่างกันถ้าตั้งมาตรฐานตรงนี้ขึ้นมาแล้วสามารถจะแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยตรงได้อย่างไม่มีปัญหา ในอนาคต
RosettaNet จึงเปรียบเป็นสื่อกลางในการ แลกเปลี่ยนกัน ส่วน XML เหมือนภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต XML เปรียบเหมือนภาษา จาวา เป็นภาษากลางขึ้นมา
โดยสรุปแนวโน้มของการใช้ระบบ EDI กับ RosettaNet บริษัทที่ใช้ EDI ตอนนี้จะเป็นบริษัทค้าปลีก เช่น เซ็นทรัล บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส ฉะนั้น ถ้าใครต้องการจะค้าขายกับบริษัทเหล่านี้ ต้องเชื่อมผ่าน EDI เข้าไปให้ได้ บริษัทที่ไม่พร้อมลงทุน EDI จะให้ศูนย์กระขายสินค้าส่งสินค้าให้ อย่าง โออิชิ ว่าจ้างให้ดีทแฮล์มจัดการสต๊อกสินค้ากับทางรีเทลเลอร์
คาดว่ากลุ่มที่ใช้ EDI จะใช้ไปจนหมดรอบ คืออีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า เพราะจะเปลี่ยนฉับพลันไม่ได้ เนื่องจากลงทุนไปมาก
ส่วนแนวโน้มการใช้ RosettaNet ในอนาคต จะไปได้ไกลเพียงใด ต้องพิจารณาจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย เช่น ซีเกทใช้กับบริษัทซัพพลายเออร์ ตอนนี้มีใช้กันอยู่ 30 -40 ราย ซึ่งอุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันค่อนข้างสูง วงจรของผลิตภัณฑ์สั้น ระบบการจัดการซัพพลายเชนจึงมีความกดดันสูง
















Leave a comment :