คำว่า "โลจิสติกส์" นั้นครอบคลุมถึงการจัดการทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ บนโซ่อุปทาน ซึ่งรวมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารวัตถุดิบ การวางแผนการผลิตการจัดการวัสดุคงคลัง และการจัดส่งให้ถึงมือ ผู้บริโภคคนสุดท้าย ประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ถ้าจะประยุกต์ใช้การบริหารจัดการโลจิสติกส์ในระดับใดๆ ต้องบ่งชี้ให้ได้ว่าโซ่อุปทานที่เราจะศึกษานั้นอยู่ที่ใด ตรงไหนคือต้นน้ำ ตรงไหนคือปลายน้ำ กิจกรรม
โลจิสติกส์บนโซ่อุปทานนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้ต้องเริ่มจากดูการไหลของระบบ อะไรคือสิ่งที่เราพิจารณา สิ่งที่ไหลในระบบไหลผ่านกิจกรรมโลจิสติกส์ใด ใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ผลที่ได้รับเป็นอย่างไร
หลักๆ คือ ลูกค้าระบบได้รับความพึงพอใจสูงสุดวัดด้วยอะไร เช่น เวลาในการใช้บริการ เวลาในระบบทั้งหมด ทรัพยากรที่ใช้คุ้มค่า ติดขัดหรือเป็นอย่างไร เกิดคอคอด (bottleneck) ตรงไหนบ้าง ระดับวัสดุคงคลังเป็นอย่างไร (inventory level) งานค้างระหว่างกระบวนการ (work in progress- WIP) มีหรือไม่ ที่ใด มากน้อยเท่าใด ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องกำหนด คือ ขอบเขตการพิจารณาระบบด้วย เพราะถ้าอยู่บนโซ่อุปทานที่ต่างกัน ผลกระทบหรือสิ่งที่เข้ามา รบกวนระบบจะต่างกันออกไปบนกิจกรรม โลจิสติกส์นั้นๆ
กรณีศึกษาหนึ่งที่อยากจะหยิบยกขึ้นมา คือ การประยุกต์ใช้การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมบริการ "โรงพยาบาล" โครงการวิจัยนี้ได้ริเริ่มโดยศูนย์การจัดการโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีทีมนักวิจัยมาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทีมโลจิสติกส์มิได้มาจากคนเพียงกลุ่มเดียว ศาสตร์เดียว
ดังที่เคยกล่าวมาแล้วเช่นกันว่า โลจิสติกส์เป็นสหสาขาวิทยาการ ประกอบจากหลายส่วนวิชาการเข้าด้วยกัน พอมาถึงโครงการวิจัยนี้ ความรู้ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างเดียวไม่เพียงพอ เราจำเป็นที่จะต้องผนวกกับ ผู้ที่มี background ในอุตสาหกรรมที่เรากำลังจะศึกษาและใช้ความรู้จากศาสตร์เฉพาะทางประกอบการตัดสินใจในการจัดการโลจิสติกส์
เหตุผลหนึ่งที่เลือกกรณีศึกษาโรงพยาบาลขึ้นมาทำวิจัยนั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นสามารถประยุกต์ใช้ในระบบใดๆ ก็ได้ที่เป็นกระบวนการ มี Input-process-output และต้องการนำ supply ไปเจอกับ demand บนโซ่อุปทาน ทั้งนี้โรงพยาบาลเช่นกัน ในระบบการบริหารจัดการมีทั้งการไหลของคนไข้ เวชภัณฑ์ หมอ พยาบาล เอกสารต่างๆ และการจัดการทรัพยากรที่มีทั้งยา เตียงคนไข้ อุปกรณ์การแพทย์ ห้องต่างๆ
ในขณะที่เริ่มทำการศึกษา เราต้องเริ่มจากระบบบนโซ่อุปทาน กรณีศึกษาที่เข้าไปนั้นอาจจะมีหลายระบบ มีหลายโซ่อุปทาน ที่ไขว้กันไปไขว้กันมา อันดับแรกเราคงต้องหาจุดเริ่มต้นให้ได้ว่าระบบใดและกิจกรรมใดที่เราจะมุ่งเน้นศึกษา โครงการนี้เริ่มจากการสัมภาษณ์ทีมบริหารในเบื้องต้นถึงความคาดหวังและวิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพื่อจะกำหนดทิศทางของการศึกษาวิจัย
ประเด็นที่สนใจมุ่งเน้นไปที่การไหลของกระบวนการและการใช้ทรัพยากร ซึ่งต้องกำหนดให้ลึกต่อไป คือ กระบวนการใดและทรัพยากรใด ในส่วนของโรงพยาบาล การแบ่งระบบทำโดยการแบ่งตามกลุ่มการรักษา เช่น ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยในตามกลุ่มโรค ซึ่งถ้าเป็นในโรงงานอุตสาหกรรม การเลือกระบบโซ่อุปทานขึ้นมาศึกษาจะแบ่งโดย product หรือกลุ่มลูกค้า
โครงการนี้เลือกดูการไหลของกระบวนการใน ward ผู้ป่วยในกลุ่มเด็ก (ward เด็ก) ส่วนทรัพยากรนั้นเลือกกรณีศึกษาการจัดการยาในโรงพยาบาล เพราะเป็นทรัพยากรที่หมุนไปทุกส่วนของโรงพยาบาล และสามารถสะท้อนความสามารถของระบบทั้งในการบริหารคงคลัง การบริหารวัตถุดิบ การกระจายสินค้า และระบบสารสนเทศ ดังนั้นโครงการจึงแบ่งการจัดการโลจิสติกส์ออกตามอาการของกรณีศึกษาเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ
1)การไหลของกระบวนการใน ward เด็ก
2)การจัดการวัสดุคงคลังและกระจายสินค้าของยาในโรงพยาบาล
และ 3)ระบบสารสนเทศการจัดการวัสดุคงคลังยาและการกระจายยาในโรงพยาบาล
การเริ่มต้นการศึกษาโลจิสติกส์นั้น เราต้องมองเห็นระบบให้ชัดเจนเสียก่อน ในที่นี้เราทำโดยการสร้างโมเดลของกระบวนการทางธุรกิจ (business process flow) อาจเขียนขึ้นโดย flow chart หรือ IDEF0 ก็ได้ เพื่อสะท้อนภาพเบื้องต้นของระบบ ให้เห็นถึงการไหลของวัสดุและข้อมูล (material and information flow)
ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงเริ่มจากการสะท้อนภาพของ ward เด็ก และคลังยา พร้อมกันนั้นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การทำให้ปัญหาชัดเจนโดยสะท้อนอาการจากดัชนีชี้วัดที่มีอยู่ (key performance indicator-KPI) เช่น หากเราอยากศึกษาเรื่องการจัดการยา อาจวัดจากระดับคงคลังยา, เปอร์เซ็นต์การ shortage, เปอร์เซ็นต์การเติมเต็มคำสั่งซื้อลูกค้า
















Leave a comment :