10 September 2010 01:34AM

RFID เทคโนโลยีนำสมัย ยังเสี่ยงภัยภาคธุรกิจ ?

17 Apr 08 ,  Prachachat
  • 0
ระบบชี้เฉพาะด้วยคลื่นความถี่ วิทยุ (radio frequency identification : RFID) เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการระบุเอกลักษณ์สิ่งของด้วยคลื่นวิทยุ สามารถบอกตำแหน่ง ตรวจสอบสินค้า โดยใช้ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ที่ฝังไมโครชิป พร้อมกับติดตั้งสายอากาศรับสัญญาณเข้าไป การทำงานจะใช้เครื่องอ่านที่สร้างขึ้นเฉพาะ

ปัจจุบันธุรกิจในหลายประเทศเริ่มนำ RFID มาใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งนำไปใช้ในการบริหารคลังสินค้า การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทั้งทางรถ ทางเรือ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและควบคุมเส้นทางการเดินทาง รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการเก็บข้อมูลไปใช้ในระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (trace ability) กรณีเกิดปัญหาขึ้นกับ อาหารนั้นๆ เมื่ออยู่ในมือผู้บริโภค

สำหรับประเทศไทยการใช้ RFID ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากตัวป้ายอิเล็กทรอนิกส์ยังมีราคาแพง 10-20 บาทต่อชิ้น และผู้ประกอบการยังไม่เห็นความสำคัญของประโยชน์เท่าใดนัก แต่ถ้านำไปติดสินค้าราคา 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท ก็พอที่จะติดไหว

สันติ สุรรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การพัฒนา RFID ในต่างประเทศปัจจุบันยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นที่จะส่งผลกระทบกับประเทศไทย การใช้ส่วนใหญ่อยู่ในด้านการขนส่ง และงานโลจิสติกส์เป็นงานเบื้องหลังของธุรกิจค้าปลีก ส่วนที่จะปรากฏอยู่หน้าร้านห้างค้าปลีกเป็นเป้าหมายในอนาคต

เมื่อปี 2005 ทางห้างวอล-มาร์ต มี นโยบายบังคับให้ซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าเข้าไปขายต้องติด RFID โดยวาดความหวังว่า ใน 3 ปีข้างหน้าระบบกระบวนการซื้อขายสินค้าที่เป็นชิ้นค้าปลีกจะเปลี่ยนรูปแบบไปมาก ไม่จำเป็นต้องมีจุดจ่ายเงินเหมือนกับการซื้อของในห้างปัจจุบัน ผู้ซื้อไม่ต้องมายืนเข้าคิวรอจ่ายเงิน เพียงแต่เข็นรถสินค้าออกไป ระบบ RFID ที่ติดไว้ยังสินค้าทุกชิ้นจะบันทึกข้อมูล และส่งไปยังธนาคารเพื่อตัดเงินในบัญชี หรือบัตรเครดิตของลูกค้าที่แจ้งไว้ทันที

แต่ถึงวันที่ครบกำหนด 3 ปีที่ห้างวอล-มาร์ต ตั้งเป้าหมายไว้ แต่แผนงานทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะระบบ RFID ที่นำมาประยุกต์ใช้ยังไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับภาคธุรกิจผู้ใช้ได้ว่า การใช้เทคโนโลยี RFID มีประสิทธิภาพความแม่นยำ และให้ความเชื่อมั่นได้ขนาดไหน หากนำมาใช้ติดกับตัวสินค้าทุกชิ้นในห้างค้าปลีก เพราะหากมีการสแกนสินค้าผิดพลาดไป 1 ชิ้น เท่ากับเกิดความสูญเสียให้กับห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างจริงจังจึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับภาคธุรกิจได้

เพราะการใช้สัญญาณคลื่นวิทยุ สามารถถูกรบกวนได้ง่าย ทั้งจากความชื้นของน้ำที่อยู่ในชิ้นสินค้า หรือตัวโลหะสามารถดูดกลืนความเข้ม ความแรงของคลื่นวิทยุจะต้องใช้ความถี่ ความแรงขนาดไหนที่จะทะลุทะลวงวัสดุบางประเภทได้ เพราะเวลาลูกค้าหยิบของมาวางในรถเข็น โครงรถเข็นเป็นโลหะ ถ้าจะนำมาใช้ต้องมีการเปลี่ยนรถเข็นหรือไม่ การปล่อยคลื่นวิทยุอื่นๆ รบกวนสามารถทำได้ เพราะคลื่นวิทยุเป็นการเล่นกับสิ่งที่มองไม่เห็น หรือวิธีการง่ายๆ ด้วยการนำฟอยล์ห่ออาหารมาปิดตรงป้ายอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้เครื่องอ่านไม่สามารถอ่านได้ อาจทำให้สินค้าถูกลักขโมยได้ง่ายขึ้น

รวมถึงการวางสินค้าทับซ้อนกันไม่เป็นรูปแบบที่แน่นอน มีส่วนทำให้เครื่องอ่านไม่สามารถทำงานได้ เช่น ลูกค้าหยิบของจากชั้นมา 10 ชิ้น แต่ RFID สแกนได้ 8 ชิ้น หายไป 2 ชิ้น ก็ขาดทุนแล้ว ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดทำให้ภาคธุรกิจยังไม่นิยมนำมาใช้ เพราะเกรงจะเกิดความเสี่ยง และเป็นเรื่องที่นักวิจัยเทคโนโลยีพยายามพัฒนาแก้ปัญหา

การสแกนบาร์โค้ดที่ผิดพลาดของ พนักงานจากการหยิบสินค้าไม่ครบทุกชิ้นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ประมาณ 2% ของยอดการขายทั้งหมด แต่ถือว่ายังน้อยหากนำไปเปรียบเทียบกับการใช้เทคโนโลยี RFID แล้วยังการันตีไม่ได้ 100% สมมติยืนยันความถูกต้องได้ 98.5-99% แต่อีก 1% ที่เหลือไม่ได้สแกนสินค้าที่มีราคาแพง ความเสียหายเกิดขึ้นมหาศาล ขณะที่คนสแกนความผิดพลาดจะไม่เกิดกับสินค้าขนาดใหญ่ ถ้าจะผิดพลาดจะเกิดจากสินค้าชิ้นเล็กมากกว่า

นอกจากนี้ เรื่องการสร้างฐานข้อมูลการใช้หมายเลขประจำตัวของทุกชิ้นในโลกยังเป็นปัญหาที่ยังไม่มีระบบสากลที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก ซึ่งอาจจะส่งผลความซ้ำซ้อนของตัวเลขเกิดขึ้นได้ในอนาคต

แนวคิดของ EPC Global หรือ Electronic Product Code องค์กรที่ไม่ แสวงผลกำไร ได้พยายามออกแบบหมายเลขประจำตัวที่กำหนดไว้กับของทุกชิ้นในโลกนี้เป็นรายชิ้น แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปรวมกันในระหว่างประเทศ เหมือนกับการใช้บาร์โค้ดจะระบุหมายเลขสินค้าตามรายการสินค้า (SKU)

ยกตัวอย่าง สมมติใน 1 กล่องมีสินค้า 12 ชิ้น การใช้บาร์โค้ดจะเป็นเบอร์เดียวกัน ถ้าจะนับเป็นจำนวนชิ้นต้องมีคนมาหยิบสแกนที่ละครั้งถึงจะได้ครบตามจำนวนชิ้น แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ติด RFID ตามแนวคิดของ EPC Global สินค้าในกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 คนละเบอร์กัน คอมพิวเตอร์นับเบอร์ได้กี่เบอร์เท่ากับจำนวนชิ้นที่อยู่ในกล่อง โดยที่ไม่ต้องใช้คนมานั่งหยิบนับ

การใช้เทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันหากเทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังมีความคลาดเคลื่อนอาจส่งผลเสียหายต่อธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ได้ จึงเหมือนเป็นดาบสองคม แต่ถ้าปฏิเสธการใช้อาจจะไม่ก้าวไปไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังไล่หลังมา ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ดังนั้น ทาง SIPA จึงได้จัดงาน Thailand RFID Forum 2008 ขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2551 ขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี RFID ให้เป็นที่รู้จัก เพราะในไม่ช้าหากระบบสามารถยืนยันความถูกต้องได้ 100% แล้ว หากเราไม่รู้จักนำมาประยุกต์ใช้ประเทศไทยอาจจะก้าวไม่ทัน และล้าหลังประเทศผู้ผลิตอย่าง อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.