Switch to: uk
24 May 2012 07:27AM

รัฐ-เอกชนมั่นใจสุดๆ ส่งออกครึ่งหลังทะลุเป้า

24 Jul 08 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขการส่งออกครึ่งแรกของปี 2551 อย่างเป็นทางการ ส่งออกแล้วมูลค่า 87,212.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือในรูปเงินบาทมูลค่า 2.80 ล้านล้านบาท ขยายตัว 12.7% ตัวเลขส่งออกดังกล่าว ณ เวลานี้คิดเป็นสัดส่วน 50.9% ของเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้โดยคาดจะส่งออกทั้งปีที่มูลค่า 171,107 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวที่อัตรา 12.5%

ขณะที่ด้านการนำเข้าช่วงครึ่งปีแรกมีการนำเข้ามูลค่า 88,279.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 33.6% และเมื่อคิดในรูปเงินบาทการนำเข้ามีมูลค่า 2.86 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.5% จากมูลค่าการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออกทำให้ช่วงครึ่งปีแรกไทยยังขาดดุลการค้า 1,067.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือรูปเงินบาทที่ 64,466.6 ล้านบาท ซึ่งการขาดดุลดังกล่าวมีปัจจัยหลักจากการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง(น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าเชื้อเพลิงอื่นๆ) ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการขาดดุลการค้า คือการที่ตัวเลขการส่งออกครึ่งแรกที่ยังขยายตัวได้ดีสร้างความแปลกประหลาดใจแก่ทุกฝ่ายว่ามีการปั้นตัวเลขหรือไม่? เนื่องด้วยในช่วงที่ผ่านมามีเสียงบ่นจากผู้ประกอบการออกมาเป็นระยะว่าต้องพบกับปัญหาอุปสรรคนานัปการ ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ปัญหาจากวัตถุดิบพืชเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น การปรับค่าจ้างแรงงาน การปรับขึ้นของค่าระวางเรือ เงินบาทแข็งค่ากระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพกระทบต่อความมั่นใจในการขยายการลงทุน ฯลฯ แต่ท่ามกลางเสียงบ่นเหล่านั้นกลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงครึ่งแรกการส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดี นำรายได้เข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ


ครึ่งปีทำนิวไฮ 2 เดือนติด
ทั้งนี้ตัวเลขการส่งออกครึ่งปีแรก ยังสร้างเซอร์ไพรส์โดยทำนิวไฮ หรือทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม ที่มูลค่า 15,463 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนจะถูกทำลายลงในเดือนมิถุนายนที่ส่งออกมูลค่า 16,268 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปพบว่าตัวเลขดังกล่าว มีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่มูลค่าส่งออกและอัตราการขยายตัวปรับตัวสูงขึ้นมาก ทั้งข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องแปรรูป ผักผลไม้ กุ้งไก่ และอื่นๆ เนื่องจากความตื่นตระหนกวิกฤติขาดแคลนอาหารของโลกทำให้แต่ละประเทศมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกจึงได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ

ขณะเดียวกันสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญก็ยังมีอัตราการขยายตัวที่ดี เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณี เครื่องจักรและส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป(ดีเซล เบนซิน) น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ และกระดาษ และเครื่องสำอาง(ดูตารางประกอบ)

อย่างไรก็ดีแม้ตัวเลขการส่งออกครึ่งปีแรกจะสวยหรู แต่หลายคนตั้งคำถามว่า แล้วสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังดีหรือไม่? เนื่องด้วยในครึ่งหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสายทั้งทิศทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงโดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคของประเทศผู้นำเข้ามีกำลังซื้อลดลง ปัญหาซับไพรม์(หนี้ด้อยคุณภาพภาคอสังหาริมทรัพย์)ที่พ่นพิษทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯตลาดบริโภคสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกชะลอตัวลง และกำลังแพร่เชื้อไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป(อียู)

บาทอ่อน-สินค้าเกษตรช่วยชีวิต
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังหากพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก แต่ยังเชื่อมั่นว่า เป้าหมายการส่งออกขยายตัวที่ 12.5% ในปีนี้เชื่อว่าจะบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน เพราะครึ่งปีแรกตุนไว้แล้วค่อนข้างมาก ขณะที่ครึ่งปีหลังโดยปกติการส่งออกจะขยายตัวมากกว่าครึ่งปีแรก ดังนั้นแม้ผู้ส่งออกต้องเผชิญกับปัจจัยลบอย่างหนักหน่วงทั้งปัจจัยภายนอกประเทศคือราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ อาทิ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกระทบต่อต้นทุนผู้ส่งออก แต่จากสัญญาณในช่วงครึ่งหลังยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยประคับประคองภาคการส่งออกให้ไปถึงฝั่งฝันได้ เช่น ราคาและแนวโน้มการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทยยังขยายตัวได้ดีทั้งข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และอื่นๆ

นอกจากนี้จากเงินบาทอ่อนค่าลงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และผลพวงจากการทุ่มเทการเจาะตลาดใหม่ๆ ของภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดในครึ่งปีแรกสัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่(แอฟริกา ตะวันออกกลาง อินโดจีน ลาตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และอื่นๆ) เทียบกับการส่งออกไปตลาดหลัก(สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน)มีสัดส่วน 48 ต่อ 52% คาดสิ้นปีนี้จะสามารถทำได้ในสัดส่วน 48.8 ต่อ 51.2% ตามเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ไทยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักลงได้ระดับหนึ่ง

สินค้าจีนเดี้ยงไทยได้อานิสงส์
ขณะเดียวกันเป็นผลพวงจากผู้ประกอบการของไทยได้มีการปรับตัวในการพัฒนาศักยภาพการผลิต และลดต้นทุน การปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ส่งออกได้มูลค่าสูงขึ้น อีกทั้งเป็นผลจากจีนคู่แข่งสำคัญประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการออกกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ และภาพลักษณ์สินค้าจีนที่มีปัญหาด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ทำให้คู่ค้าหันมานำเข้าจากไทยซึ่งสินค้ามีภาพลักษณ์คุณภาพที่ดีกว่าเพิ่มขึ้น ส่วนเวียดนามอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญประสบปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลบวกต่อการส่งออกของไทย

ผู้ส่งออกเชื่อมั่นยังไปได้
ตอกย้ำกับความเห็นของภาคเอกชนซึ่งเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมอีกหลายรายที่มองโลกในแง่ดีว่าในครึ่งปีหลังแม้การส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงนานัปการแต่ก็เชื่อมั่นจะฝ่าฟันไปถึงเป้าหมายได้ โดยนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด(มหาชน)หรือทียูเอฟ ผู้ผลิตและส่งออกทูน่ากระป๋อง สินค้ากุ้งและอื่นๆรายใหญ่ กล่าวว่า จากผลประกอบการของบริษัทช่วงครึ่งปีแรกที่ยังขยายตัวได้ดี เป็นผลจากบริษัทสามารถเจรจากับคู่ค้าเพื่อขอปรับราคาสินค้าขึ้นมาได้แล้วประมาณ 20% ขณะที่สินค้าของบริษัทอยู่ในหมวดอาหาร ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันและราคาไม่แพงมาก ทำให้การส่งออกยังไปได้ดี ดังนั้นจึงได้ปรับเป้าหมายยอดขายของบริษัทในปีนี้ขยายตัวที่ 20%

ส่วนนายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มในปีนี้จะขยายตัวที่ 10% ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากปัจจัยบวกเงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้ความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยจากจีนผู้ส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเบอร์หนึ่งของโลกได้ลดการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและหันไปทำตลาดในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตลาดอียู ตลาดญี่ปุ่นซึ่งมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างกัน รวมทั้งตลาดอาเซียนมีทิศทางการส่งออกได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่นายมิ่งพันธ์ ฉายาวิจิตรศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า จากการที่สินค้ารองเท้าของจีนถูกอียูใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี)โดยเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ทำให้เวลานี้ไทยได้รับคำสั่งซื้อจากอียูเพิ่มขึ้น ภาพรวมการส่งออกครึ่งหลังยังน่ายังดีอยู่ ทั้งปีคาดขยายตัว 5-10%

จากเสียงสะท้อนของผู้ส่งออกซึ่งเป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมบางส่วนที่ยังมองการส่งออกครึ่งหลังน่าจะยังขยายตัวได้ดี ขณะที่เป้าหมายการส่งออกในอีก 6 เดือนหลังต้องส่งออกอีก 83,894 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเฉลี่ยเดือนละ 13,982 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่มาก แต่สุดท้ายแล้วการส่งออกของไทยน่าจะบรรลุเป้าหมาย 12.5% และอาจบรรลุเป้าหมายท้าทายที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 15% ได้แบบไม่ยากเย็นนักหากไม่มีปัจจัยเสี่ยงช็อกโลกอย่างราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปถึง 150-200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าอย่างรุนแรง เพราะจากสถิติครึ่งปีแรกที่มีตัวเลขถึง 5 เดือนที่การส่งออกมีมูลค่าสูงกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ครึ่งหลังซึ่งถือเป็นช่วงการซื้อขาย(พีกซีซัน)ที่จะมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก ดังนั้นการส่งออกอีกครึ่งทางน่าจะเข้าป้ายได้แบบมีลุ้นเล็กๆ

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.