Switch to: uk
24 May 2012 07:28AM

ตรวจแนวรบ เปิดเสรีโลจิสติกส์

01 Sep 08 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
จากข้อตกลงของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนว่าด้วยการเปิดเสรีการค้าบริการด้านขนส่งและโลจิสติกส์ โดยกำหนดให้ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไปประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องเปิดเสรีบริการด้านโลจิสติกส์ระหว่างกัน ก่อนที่ในปี 2558 จะมีการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบในทุกสาขาบริการ ซึ่งจากกรอบข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ประเทศสมาชิกเร่งปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์การค้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

ทั้งนี้ข้อมูลจากธนาคารโลกซึ่งได้ทำการศึกษาและจัดทำดัชนี โลจิสติกส์และตัวชี้วัด(Logistics Performance Index) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ในประเทศต่างๆทั่วโลกในปี 2551โดยผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 31 มีคะแนนเท่ากับ 3.31 จากคะแนนเต็ม 5.00 ขณะที่ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 1 คะแนน 4.19 มาเลเซียอยู่อันดับที่ 27 มีคะแนน 3.34 และเวียดนามอยู่อันดับที่ 53 โดยปัจจัยที่ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ พิธีการศุลกากร โครงสร้างพื้นฐานการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ขีดความสามารถให้บริการโลจิสติกส์ การติดตามสถานการณ์ส่งสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ภายในประเทศ และการส่งมอบที่ตรงเวลา

ตรวจแถวภาครัฐ รับมือโลจิสติกส์เสรี
สำหรับประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่า ผู้ประกอบการที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมากต่อการเปิดเสรีโลจิสติกส์ คือ ผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ ด้านการขนส่ง ตัวแทนออกของ และผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

ขณะที่ในส่วนความเคลื่อนไหวของภาครัฐต่อการเตรียมรับมือกับการเปิดเสรีโลจิสติกส์ พบว่าในส่วนนโยบายได้ถูกมอบให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)เป็นตัวหลัก ในการออกแบบแผน ซึ่งมุ่งไปที่ 5 ยุทธศาสตร์หลัก อาทิ 1.การปรับปรุงประสิทธิภาพภาคการผลิต 2.การเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง 3.การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ 4.การอำนวยความสะดวกทางการค้า และ 5.การพัฒนากำลังคน

โดยทั้ง 5 ยุทธศาสตร์มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการยกระดับโลจิสติกส์ประเทศให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ทั้งด้านการลดต้นทุน การพัฒนาศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนประเทศก้าวสู่การเป็นฮับด้านการขนส่งของภูมิภาค

ศุลกากรเปิดe-Customs ตรวจสินค้าแค่ 30 นาที
ทั้งนี้ในส่วนของภาคปฏิบัติหน่วยงานที่ถือว่ามีความก้าวหน้า และเห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือผลงานด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าของกรมศุลกากร ที่มีการปรับเปลี่ยนระบบพิธีการศุลกากรจากเดิมที่เป็นเอกสาร เข้าสู่พิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้สาย ( e-Customs) อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 นี้เป็นต้นไป โดยพิธีการศุลกากรแบบอิเล็กทรอนิกส์ไร้สายนั้น ครอบคลุมการให้บริการ อาทิ ขั้นตอนด้านการตรวจเอกสารต่างๆ การจัดทำข้อมูลใบขนสินค้า การตรวจสินค้า และการชำระภาษีอากร ฯลฯ ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถลดระยะเวลาการตรวจสินค้าขาเข้าจากเดิมใช้เวลา 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 15-30 นาที

นอกจากนี้กรมศุลกากรยังได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(National Single Window) จากเดิมที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับ 6 หน่วยงาน จะเพิ่มเป็น 11 หน่วยงานภายในปีงบประมาณนี้ โดยตั้งเป้าจะเชื่อมให้ครบทั้ง 28 หน่วยงานที่เกี่ยวกับการส่งออกได้ภายใน 2 ปี นอกจากนั้นยังอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN Single Window) เพื่อให้เกิดการบริการแบบเบ็ดเสร็จด้านศุลกากรของอาเซียน ที่ใช้เอกสารและข้อมูลเดียว ในการตรวจปล่อยสินค้าเพียงครั้งเดียว

คมนาคมเร่งสปีด พัฒนาขนส่งต่อเนื่อง
จากปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงกว่า 20 % ของจีดีพี โดยมีปัญหาหลักมาจากภาคการขนส่ง เนื่องจาก 97 %ผู้ประกอบการ ใช้ระบบการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ดังนั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุนพลังงานด้านการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบขนส่งต่อหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบราง และการขนส่งทางน้ำ ซึ่งในส่วนของการพัฒนาระบบรางนั้น ได้เร่งดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ

ระยะทางรวมประมาณ 2,340 กิโลเมตร นอกจากนี้ในแนวเส้นทางที่รถไฟผ่านยังจัดให้มีนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบโลจิสติกส์ครบวงจรรับเป็นช่วงๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อภาคอุตสาหกรรมในการขนส่งสินค้า และอุตสาหกรรมออกสู่ภูมิภาค

ขณะที่การขนส่งทางน้ำจะสนับสนุนให้มีการขนส่งได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งทางบกได้ รวมถึงเร่งพัฒนาในการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและจูงใจผู้ประกอบการให้หันมาขนส่งทางน้ำ อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการดังกล่าวทั้งการพัฒนาระบบรางและการขนส่งทางน้ำยังไม่มีความชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากนัก

อุตสาหกรรมนำร่อง ปรับประสิทธิภาพการผลิต
จากปัญหาราคาน้ำมัน ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในด้านต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนด้านค่าขนส่ง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัว ซึ่งมาตรการที่ใช้ คือ ปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค พร้อมกับเพิ่มมูลค่าในตัวสินค้า ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดต้นทุนการขนส่ง ลดชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น การขยายตลาด และสุดท้ายคือการพัฒนาศักยภาพของตัวบุคลากร ซึ่งในส่วนนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำงานประสานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต โดยปัจจุบันได้นำร่องแล้วใน 15 กลุ่มอุตสาหกรรม

อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมอัญมนีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมสินแร่ โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพให้ครอบคลุมตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างโซ่อุปทาน การจัดตั้งโลจิสติกส์คลัสเตอร์ การใช้ระบบขนส่งร่วมกัน และการขนส่งเที่ยวกลับ.

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.