Switch to: uk
24 May 2012 07:31AM

โลจิสติกส์สู่ "ร้านทอง" RFID ธุรกิจลดต้นทุน

10 Oct 08 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0
มีหรือไม่ ระบบที่ไม่ต้องกดปุ่ม ไม่ต้องทำอะไรเลย ? นั่นคือคำถามที่ลูกค้าถามมายังบริษัทนี้เมื่อหลายปีก่อน

คนไม่ต้องการความซับซ้อน และคนต้องการอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการใช้งาน เมื่อบาร์โค้ดช่วยอำนวยความสะดวกของคนในอุตสาหกรรมต่างๆ ร้านค้าก็ง่ายขึ้นในการตรวจเช็กสินค้า แต่บาร์โค้ดเองก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการลงทุน และมีความยุ่งยากในการใช้งาน

สำหรับ RFID จึงเป็นอีกระบบหนึ่งที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า ที่พูดว่า "ไม่ต้องกดอะไรเลยน่ะมีหรือไม่" ได้มากยิ่งขึ้น

กำพล โชคสุนทสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซนเทค (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่จากสิ่งที่เขาคิดว่ามันคืออนาคตอันใกล้นี้

ลูกค้าของกำพลมีทั้งระบบโลจิสติกส์ เช่น ปูนซีเมนต์นครหลวง เป็นรายหนึ่งที่ใช้โซลูชั่นของบริษัท เป็นระบบของการตรวจเช็กรถปูนตามเวลาที่กำหนด

อีกรายหนึ่งคือ กรมการขนส่งทางบก นำไปใช้เพื่อตรวจสอบว่ารถอยู่ที่บริเวณไหน เพื่อที่จะสามารถแจ้งกับผู้โดยสารในแต่ละสถานีได้ รายงานตั้งแต่เวลารถออกเดินทางและรถมาถึงในแต่ละสถานี รวมทั้งการรายงานรถที่กำลังออกจากสถานี และคาดการณ์ด้วยว่าจะมาถึงสถานีต่อไปในเวลาเท่าไร เช่นเดียวกับที่เราเห็นระบบนี้เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบิน โดยไม่ต้องมีโครงข่ายที่ซับซ้อน มีตัวรับส่งที่รถและสถานี

ระบบนี้ยังสามารถนำไปใช้กับบัตรนักศึกษาได้อีกด้วย เช่นปกติแล้วบัตรนักศึกษาของหลายสถาบันจะให้นักศึกษาเปิดบัญชีเพื่อที่จะได้เอทีเอ็มและบัตรนักศึกษามาใช้ แต่ทางมหาวิทยาลัยเองไม่สามารถที่จะขยายผลหรือใช้ประโยชน์ได้อีก การใส่ RFID เข้าไป จะช่วยให้บัตรเอทีเอ็มสามารถที่จะบันทึกข้อมูลอื่นๆ ได้อีก เช่น ข้อมูลนักศึกษา บันทึกเวลาเข้าเรียนได้เลย

หรือกรณีร้านทองเที่ยงธรรม ได้นำ RFID เข้ามาช่วยบันทึก น้ำหนักของทองและเก็บแท็กไว้ที่ทองแต่ละเส้น ช่วยลดเวลาในการเช็กสต๊อก และสามารถอ่านข้อมูลของสินค้าตัวนั้นๆ ได้เลย

วิธีการทำงานก็คือ แท็กข้อมูลจะติดอยู่ที่ทองแต่ละเส้นและมีตัวที่รับส่งข้อมูลและประมวลผลจะนำไปติดตั้งไว้ในโทรศัพท์มือถือก็ได้ โทรศัพท์ก็จะกลายเป็นเครื่องอ่านและแสดงผลของทองไปในทันที หรือถ้าติดไว้ที่ถาด ถาดก็จะได้รับข้อมูลจากทองแต่ละเส้น ในเวลาพร้อมๆ กันได้ ในกรณีที่วางหลายๆ เส้นพร้อมกัน ก็สามารถประมวลผลออกมาในมือถือทันที ช่วยย่นระยะในการตรวจเช็กสินค้าได้อย่างรวดเร็ว แทนการมานั่งเช็กสต๊อกทีละเส้น

สิ่งที่จะเห็นได้จากการเปลี่ยนระบบก็คือ จำนวนคนลดลง อุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาแทนที่ แทนการจ้างคนจดเวลาตามสถานีต่างๆ ทั่วประเทศ ลดเวลาในการตรวจสอบข้อมูลของทอง ที่หากใช้คนตรวจอาจจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมงเป็นแน่

จะเห็นว่าการทำงานเหล่านี้ไม่เหมือนกันเลย แม้ว่าจะเป็นระบบเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ในการทำงานประเภทใด ก็จะปรับระบบ และเขียนซอฟต์แวร์ให้สอดคล้องกับธุรกิจนั้นๆ ได้ ที่สำคัญก็คืองานตรวจเช็กต่างๆ สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีการวางโครงข่าย และใช้เวลารวดเร็ว
 
หลักการทำงานของ RFID ก็คือ จะมีอุปกรณ์ที่เป็นทั้งตัวรับและตัวส่งข้อมูล ทั้งสองตัวต่างก็เก็บข้อมูลของตัวเอง เช่น ระยะเวลาในการเดินทาง ขนาดของทอง หรือแม้แต่เวลาที่รถวิ่งมาถึงสถานี เครื่องตัวหนึ่งจะติดไว้ที่สถานีเพื่ออ่านข้อมูล อีกตัวก็จะเก็บข้อมูลที่แท็กที่ติดกับรถ เมื่อรถผ่านไปที่ตัวรับสัญญาณที่สถานีก็จะอ่านข้อมูลล่าสุด หรือข้อมูลต่างๆ ตามที่ต้องการ ในขณะที่ตัวรับข้อมูลที่สถานีอาจจะประมวลผลออกมา โดยเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์ที่ต้องการ

ในการทำงานแบบนี้ เมื่อ 6 ปีก่อนในเมืองไทยแทบจะไม่มีใครที่รู้เรื่องข้อมูลของระบบ RFID มาก่อนเลย ขนาดที่กำพลเองยังต้องส่งคนไปเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ

ขณะที่เรียนรู้ไปก็ต้องสั่งสินค้าของเขาไปในตัว ทำอย่างนี้จนกระทั่งสามารถรู้ว่าเครื่องทำงานอย่างไร จนกระทั่งสามารถที่จะเขียนซอฟต์แวร์เองได้แล้ว แต่ถามว่าจะลงทุนผลิตเองหรือไม่ กำพลกล่าวว่า การลงทุนโรงงานผลิตอุปกรณ์เป็นการลงทุนที่สูง สู้สั่งอุปกรณ์จากจีนแล้วมาเขียนซอฟต์แวร์เองจะดีกว่า

โดยการสั่งอุปกรณ์แต่ละครั้ง กำพลจะมีพาร์ตเนอร์จากมาเลเซียที่ร่วมกันพัฒนาระบบร่วมกันแลกเปลี่ยน แต่ต่างคนต่างก็ขยายตลาดในประเทศของตัวเอง

"ถ้าเราสั่งเอง จำนวนมันน้อย และ ถ้าเขาสั่งจำนวนก็น้อยเช่นกัน แต่ถ้าเอาออร์เดอร์มาร่วมกันมันก็ใหญ่"

ในอนาคต การพัฒนาธุรกิจนี้ไม่ได้ขายแค่เรื่องติดตั้งเท่านั้น แต่ยังขายระบบที่เป็นการพัฒนาร่วมกันกับลูกค้าอีกด้วย

ปัจจุบันลูกค้ามีทั้งในประเทศกว่า 23 ราย และต่างประเทศ ในประเทศในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาบางประเทศ ตอนนี้เรายังเข้ายุโรปและอเมริกาไม่ได้ เพราะยังติดในเรื่องของมาตรฐาน แต่ในประเทศที่ไม่ใช่ตลาดของอเมริกา เราก็สามารถที่จะขายโซลูชั่นต่างๆ ให้กับเขาด้วยเช่นกัน

การเติบโตของเอเซนเทคนั้น เริ่มต้นจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอุตสาห กรรม โดยมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท จากนั้นก็หันมาพัฒนาระบบ RFID ในปี 2003 ในรูปแบบของการวิจัยพัฒนา เสาะหารูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับผู้ใช้ในไทย จากที่เริ่มรู้จักกับระบบนี้จนกระทั่งปัจจุบันตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เอเซนเทคไม่ได้สร้างโรงงาน แต่ใช้มันสมองในการพัฒนาและขายโซลูชั่น การวางระบบให้กับลูกค้าในและต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็จับมือกับพันธมิตรเพื่อสั่งสินค้าที่มีจำนวนในราคาไม่สูงจนเกินไป สิ่งที่ลูกค้าต้องการนอกจากความสะดวกแล้ว การลดต้นทุน การลดคน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ระบบนี้มีการเติบโตได้ดี

สำหรับค่าบริการในการติดตั้งระบบ ราคาตั้งแต่ 60,000 บาท จนถึง 2 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 500 เครื่อง

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.