Switch to: uk
24 May 2012 07:32AM

ยุ่นออกกฎ DC Collaborative Delivery ลด Co2 กว่า 35% รับพิธีสารเกียวโต

13 Oct 08 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0
ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง หลายประเทศเริ่มหันมาใส่ใจและออกกฎระเบียบ เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เช่นประเทศญี่ปุ่น หลังจากมีข้อกำหนดในพิธีสารเกียวโตได้มีการนำแนวทางนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาด้านโลจิสติกส์ ส่งผลให้บริษัทเอกชนที่เคย มุ่งเน้นแต่พัฒนาเรื่องเทคโนโลยีต้องหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้อบังคับที่ต้องลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ดังจะเห็นได้จากที่ องค์การฝ่ายส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ได้ร่วมกับ Japan Institute on Logistics System-JILS ซึ่งเป็นศูนย์ โลจิสติกส์แห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้จัดงานสัมมนาเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมด้านโลจิสติกส์ หรือ green logistics ขึ้น โดยมีผู้แทนจาก JILS จากญี่ปุ่นได้มาชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการทำ green logistics ในประเทศญี่ปุ่น

โดยญี่ปุ่นมีเป้าหมายเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ให้ได้มากขึ้น 20-30% และจะเพิ่มเป็น 60-80% ในอนาคต มีการจัดทำคู่มือ green logistics ขึ้น บริษัทผู้ผลิตต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการจัดส่งผ่านซัพพลายเชนที่เหมาะสม ไปถึงมือผู้บริโภค โดยผู้บริโภคต้องนำไปใช้ตามหลัก 3 อาร์ คือ ลดการใช้ (reduce) นำมาใช้ใหม่ (reuse) และหมุนเวียนใช้ (recycle) ทรัพยากร 3 อาร์จะถูกนำกลับมาที่ผู้บริโภคใหม่ (reverse) เพื่อนำไปใช้เป็นทรัพยากรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆ ต่อไป การหมุนเวียนตามวงจรนั้นเรียกว่า green logistics

ผลดีของการทำ green logistics ช่วยลดต้นทุนทำให้คุณภาพการขนส่งดีขึ้น สินค้าไม่เสียหาย ส่งผลให้ลดต้นทุนการขนส่งได้ 20-30% การทำ green logistics มีตัวชี้วัดคือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาน้อยลง แต่ถ้ามองในเชิงความคุ้มค่าจะลดต้นทุนไปในตัว และยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กร

ขับรถดีลดต้นทุน 10-20%
กิจกรรมการขนส่งในประเทศญี่ปุ่นถือเป็นการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เห็นผลชัดเจน แถมช่วยในการประหยัดน้ำมันในยุคน้ำมันแพง ดังนั้น หลายบริษัทได้เริ่มโครงการโดยนำหลักเกณฑ์การขับรถ อย่างมีมารยาท ปลอดภัย และช่วยรักษา สิ่งแวดล้อมมาใช้ฝึกอบรมคนขับรถขนส่ง ให้ปฏิบัติตาม

บริษัทที่เข้าร่วมโครงการสามารถประหยัดน้ำมันได้ 16% การไม่ออกรถกระชากช่วยลดอุบัติเหตุได้ 27% ในภาพรวมพบว่า สามารถลดต้นทุนในการทำ ecodriving ได้ 10-20% และลดอุบัติเหตุได้ 20-40% เมื่อหลายบริษัทนำไปใช้ได้ผลสามารถลดอุบัติเหตุลงได้มาก สามารถเจรจากับบริษัทประกันภัยขอลดอัตราการจ่ายเบี้ยประกันได้ในราคาถูกลง

ยกตัวอย่างเรื่องการเหยียบเบรก มีการติดตั้งอุปกรณ์วัดความแรงในการเหยียบเบรกของคนขับรถของบริษัทแห่งหนึ่งที่มีรถอยู่ประมาณ 270 คัน

คนขับมีทั้งที่เหยียบเบรกอย่างรุนแรง และเหยียบเบรกปกติ การเหยียบเบรกอย่างถูกต้องสามารถลดอัตราการใช้น้ำมันได้ 15.8%

การขับรถด้วยความเร็วคงที่ กับการขับด้วยความเร็วกระชากไปมาทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงถึง 30% ถ้าเป็นรถขนาด 10 ตันจะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มถึง 1 ล้านเยน และเมื่อคนขับมีมารยาทในการขับรถทำให้จากที่ใช้น้ำมัน 1 ลิตรขับรถได้ 5 กิโลเมตร เป็นใช้น้ำมัน 1 ลิตรสามารถขับรถได้ไกล 6.5 กิโลเมตร

บังคับรวม DC ลดต้นทุน 20-25%
เมื่อ 3 ปีที่แล้วประเทศญี่ปุ่นได้มีการออกกฎหมายใหม่ในการพัฒนาประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการขนส่งจากเดิมบริษัทขนส่งจะมีศูนย์กระจายสินค้า (DC) กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไป จึงบังคับให้แต่ละบริษัทต้องนำศูนย์กระจายสินค้าที่มีมารวมศูนย์อยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน หรือ collaborative delivery โดยระบุให้มีการจัดตั้งศูนย์ DC อยู่ใกล้กับทางด่วนภายในระยะทาง 5 ก.ม. เพื่อให้การดำเนินการด้านขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสร้างกลุ่มเป้าหมายในเรื่องการลดคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่ 20%

โดยปัจจุบันบริษัทขนส่งในญี่ปุ่นมีคลังสินค้าของตัวเองประมาณ 20-30 แห่ง มีนโยบายให้เหลือเพียง 6 แห่ง และมีการขนส่งโดยตรงเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันตัวเลขถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2551 มีบริษัทขนส่งผ่านการรับรองตามมาตรฐานนี้ 100 บริษัท

ความจำเป็นต้องทำ collaborative delivery เนื่องจากการกระจายสินค้า รูปแบบเดิมกว่าที่บริษัทผู้ขาย 4-5 บริษัทจะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าปลายทางได้เสร็จต้องใช้รถวิ่ง 10-20 เที่ยวต่อราย แต่ถ้าใช้วิธีการรวมศูนย์ส่งรวมกันจะใช้เวลาวิ่ง เพียง 9 เที่ยวต่อราย

ยกตัวอย่างบริษัทขนส่งสินค้าเกี่ยวกับสุขภัณฑ์ 12 แห่งได้ใช้วิธีการตั้งศูนย์กระจายสินค้ามาอยู่รวมกัน แต่เดิมใช้รถขนส่ง 37 คัน ตอนนี้เหลือเพียง 27 คัน ทำให้ระยะทางการขนส่งลดลงจากเดิม 42% ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 35% กรณีนี้สามารถลดต้นทุนรวมได้ 20-25%

อย่างไรก็ตาม อยากให้เน้นเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมไปพร้อมๆ กันอย่างมีสมดุลเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.