Switch to: uk
24 May 2012 07:32AM

เตือนเร่งเปิดเสรี 'โลจิสติกส์' ดาบสองคม ซ้ำรอย...โชว์ห่วย

16 Oct 08 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
ความคาดหวังแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวในกลุ่มอาเซียน ประกอบกับความได้เปรียบทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงคมนาคม ทั้ง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจาก สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรเขตการค้าเสรีอาเซียน และกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเปิดเสรีภาคบริการระหว่างกัน

ธุรกิจ "โลจิสติกส์" เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ที่ถูกกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเปิดเสรีเต็มรูปแบบในปี 2556 ซึ่งทั้งหมดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นไปในทิศทางที่นักธุรกิจไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตามหากมองจากสถานการณ์ ปัจจุบัน ทั้งด้านความพร้อมของผู้ประกอบการ และความล่าช้าด้านนโยบายสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมของภาครัฐ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการออกกฎระเบียบต่างๆที่จะมารองรับกับเรื่องดังกล่าวนั้นถือว่าล่าช้ามาก

ในที่สุดอาจเป็นผลทำให้ผลประโยชน์ที่คาดว่าผู้ประกอบการไทยจะได้รับจากการเปิดเสรีอาเซียน กลับกลายเป็นดาบสองคมหันกลับมาทิ่มแทงธุรกิจของคนไทยเสียเอง เหมือนกรณีของธุรกิจ "โชวห่วย"ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จากการเข้ามารุกคืบของต่างชาติ ในขณะที่ไทยไม่มีมาตรการป้องกัน

ความกังวลใจดังกล่าว ดร.พงษ์ชัย อธิคมรันตกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมากับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในฐานะนักวิชาการรู้สึกกังวลและเป็นห่วงอนาคตธุรกิจไทย จากการเปิดเสรีโลจิสติกส์ เนื่องจากขณะนี้หากพิจารณาถึงความคืบหน้าในมาตรการสนับสนุนต่างๆของภาครัฐแล้ว ถือว่าไทยล่าช้ามาก ซึ่งมีหลายมาตรการที่ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม เป็นเพียงแค่อยู่ในแผนงานเท่านั้น

ทั้งๆที่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อม ยกตัวอย่างในเรื่องของการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ถือเป็นกฎหมายหลัก ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และมีแนวโน้มที่จะเสร็จไม่ทันกับการเปิดเสรีที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งที่มีการมอบงานผ่านมาหลายรัฐบาล

อีกตัวอย่าง ที่ยังไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ คือการพัฒนาพื้นที่รองรับด้านการขนส่งระหว่างประเทศ จากการสำรวจเส้นทางอาร์ 3 อี ที่เชื่อมระหว่างจีนตอนใต้ ลาว และไทย เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าจากจีนสู่ภาคใต้ของไทยออกสู่ทะเล ซึ่งไทยมีแผนที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ที่อ.เชียงของ จ.เชียงราย ปัจจุบันก็ยังโมเดลอยู่ในแผ่นกระดาษ

ขณะที่ฝั่งลาว ชายแดนเชื่อมระหว่างจีน พบว่ามีการสร้างนิคมอุตสาหกรรม และศูนย์ขนถ่ายสินค้าและโลจิสติกส์แล้ว บริเวณบ่อหาน บ่อเต็น และที่เมืองเชียงรุ้งก็มีนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งเท่ากับว่าในเส้นทางนี้ โอกาสที่ไทยจะแข่งขันตั้งนิคมอุตสาหกรรมก็จะเป็นเรื่องยากที่จะดึงดูดความสนใจนักลงทุน

ส่วนในเส้นทางอาร์ 9 ที่เชื่อมต่อระหว่าง มุกดาหาร- สะหวันนะเขต- เว้ -ดานัง นั้น ถึงแม้ฝั่งไทยจะมีศูนย์เปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นของเอกชนที่มุกดาหาร แต่พบว่าไม่ได้รับความสนใจจากการใช้บริการเท่าที่ควร ส่วนรัฐบาลเองก็ไม่มีมาตรการเข้าไปสนับสนุน ขณะที่เมื่อข้ามไปฝั่งลาว ที่สะหวันนะเขต มีความแตกต่างกับฝั่งเราชัดเจน

ในวันนี้เขามีนิคมอุตสาหกรรม และศูนย์โลจิสติกส์ เซโน เกิดขึ้นแล้ว ทราบว่าเป็นการลงทุนจากนักลงทุนมาเลเซีย ถัดมาก็จะเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายและโลจิสติกส์ ของกลุ่มซูมิโตโม ของนักลงทุนญี่ปุ่น ถัดไปก็จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมลาวบ่าวของเวียดนาม และนิคมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึกในดานัง ซึ่งกำลังพัฒนา ดังนั้นจะเห็นว่าในเส้นทางนี้ ไทยเรายังก้าวไปไม่ถึงไหนเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ดร.พงษ์ชัย ยังฝากความห่วงใยไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการด้านการขนส่งของไทยว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวอย่างมากคือ การปรับเปลี่ยนลักษณะของการให้บริการ จากปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจะเป็นการให้บริการที่ไม่ครบวงจร และส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องขนส่ง และบริการพิธีการศุลกากร ซึ่งถือว่าเป็นการให้บริการในลักษณะเบี้ยหัวแตก ซึ่งแตกต่างจากการให้บริการของบริษัทต่างชาติ ที่จะเป็นการให้บริการแบบครบวงจร หรือ วันสต็อปเซอร์วิส และเป็นคอนแทร็กต์เซอร์วิส ซึ่งบ้านเราจะเป็นการให้บริการแบบจ้างเป็นครั้งคราว

"ที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นความสำคัญด่านแรกที่ผู้ประกอบการต้องปรับคือ การยกระดับการให้บริการเป็นการให้บริการที่ครบวงจร"

ลำดับต่อมา คือผู้ประกอบการ ต้องปรับขนาดของธุรกิจให้เป็นขนาดกลางและขนาดใหญ่มากขึ้น ฉะนั้นผู้ประกอบการถ้าไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ก็จะต้องใช้วิธีการรวมตัวในการให้บริการในลักษณะพันธมิตร เพื่อสามารถให้บริการได้ครบวงจรมากขึ้น ร่วมถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาร่วมใช้ในการให้บริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของการให้บริการของกระบวนการทั้งหมด ทั้งบุคลากร เครื่องมือ และการบริหารองค์กร ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากตอนนี้เราสู้ใครไม่ได้เลย

"ถ้าวันนั้นสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ โลจิสติกส์ก็จะเหมือนกับ "โชวห่วย สอง" คือ ตายหมด และทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว เช่น มีบริษัทญี่ปุ่นก็เข้ามาเลือก ว่าจะซื้อบริษัทไหนของคนไทย เพื่อมาประกอบเข้ากับในธุรกิจของตน" ดร.พงษ์ชัยกล่าวและว่า

ฉะนั้นถ้าไม่รีบปรับตัว บริษัทต่างชาติ จากเดิมที่ยังติดข้อกำหนดของเราที่อาจจะสงวนไว้ให้กับผู้ประกอบการคนไทย โดยกฎหมายจากส่วนต่างๆ และถ้าอนาคตเปิดเสรีแล้วเราไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ในขณะที่ศักยภาพการแข่งขันเราก็สู้ไม่ได้ ในที่สุดก็จะถูกกลืนโดยต่างชาติ

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐพิจารณาต่อการเปิดเสรีโลจิสติกส์ คือ เมื่อเรายังไม่พร้อมก็ต้องบอกว่าไม่พร้อม และไม่จำเป็นต้องเร่งเปิด เพราะไม่อย่างนั้นธุรกิจจะแย่กันหมด เนื่องจากศักยภาพของผู้ประกอบการไทย แทบสู้ไม่ได้กับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย ฉะนั้นขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าไม่พร้อมก็ต้องบอกว่าไม่พร้อม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เปิด เพราะไทยยังมีเวลาที่รอได้ หรือเลือกเปิดในบางสาขาที่พร้อมเท่านั้น.

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.