โดย ดร.คำนาย อภิปรัชญาสกุล กล่าวว่า จากการที่ภาครัฐและเอกชนคือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาขีดความ สามารถด้านโลจิสติกส์ ตนอยากให้มองถึงการจัดลำดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศต่างๆ ที่จัดทำโดย IMD (I.M.D International) จากสวิตเซอร์แลนด์ก่อน ว่าทำไมสิงคโปร์ได้อันดับ 2 ไทยได้อันดับที่ 33 ทั้งนี้ IMD ใช้เกณฑ์การพิจารณาจาก 4 ปัจจัยคือ 1.ประสิทธิภาพของภาครัฐบาล 2.ประสิทธิภาพธุรกิจ 3.จีดีพี และ 4.โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมไปถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ฉะนั้น ถ้าจะไปค้าขายหรือลงทุนในตลาดทั่วโลก ต้องดูให้ละเอียดจาก 4 ปัจจัยนี้ เรื่องนี้ตนมีประสบการณ์เคยไปลงทุนตั้งบริษัทในเวียดนาม แต่ปัญหาค่อนข้างมาก เช่น เงินเฟ้อถึง 12% ไม่มีอิสระเพราะมีพรรคคอมมิวนิสต์ปกครอง ต้องรู้จักใครเป็นใคร ต้องดึงใครมาร่วมถือหุ้นด้วย มิเช่นนั้นวันดีคืนดีมีสิทธิเจอแจ็กพอต สุดท้ายบริษัทของตนก็ต้องปิดตัวในเวลา 18 เดือน
ใช้ "งบดุลบัญชี" ส่องปัญหา
หากกล่าวถึงเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถ ศ.ไมเคิล อี.พอตเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลกได้กล่าวว่า การจะขายสินค้าได้ ต้องมี 3 องค์ประกอบคือ 1.ทำต้นทุนสินค้าให้ต่ำ 2.สร้างสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่ง และ 3.ทำตลาดให้เป็นกลุ่ม มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน ขณะที่ ศ.ดร.ฟิลลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์การตลาดชื่อดังของโลกกล่าวว่า การลดต้นทุนลงได้ 10% ยอดขายสินค้าจะเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า เมื่อลดต้นทุนได้ ราคาสินค้าจะต่ำลง สามารถกำหนดราคาขายสู้กับคู่แข่งได้มากขึ้นนั่นเอง
ตนเคยไปซื้อโรงงานต่อจากเถ้าแก่คนจีนรายหนึ่งที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โรงงานมีพื้นที่ทั้งหมด 16.8 ไร่ แต่มีพื้นที่เหลือใช้ถึง 10 ไร่ ระบบผังโรงงาน เครื่องจักรไม่ดี จึงต้องปรับผังใหม่ เพื่อให้ระบบการผลิตและขนส่งไหลได้สะดวก และจุดสำคัญคือ ต้องเอางบดุลบัญชีมาตรวจสอบพบว่า ยอดขายทำได้เพียง 80 ล้านบาทต่อปี พนักงานทั้งหมด 370 คน ค่าดำเนินงาน (over head) ค่อนข้างสูงถึง 16.8% ฉะนั้นตนปรับแผนดำเนินงานใหม่ วางเป้าหมายเพิ่มยอดขายให้ได้ 2 เท่า กำไรไม่ต่ำกว่า 12% นั่นคือ ตนต้องบินไปเจรจาขายสินค้าในต่างประเทศทั้งตะวันออกกลาง อังกฤษ ยุโรป ฯลฯ รวมทั้งปีกว่า 100 วัน ขณะเดียวกันแทนที่จะลงทุนเพิ่ม เพื่อรับกับยอดขายที่จะเพิ่มขึ้น ก็ใช้วิธีเพิ่มการทำงานเป็นกะแทน มีทั้ง 3 กะ ทำให้เครื่องจักรทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จากที่ผลิตได้วันละ 500 ตัน ก็เป็นวันละ 1,500 ตัน พนักงานก็มีรายได้มากขึ้นจากการทำงานล่วงเวลา ค่าดำเนินงานลดลงเหลือ 6% เป็นต้น
"การอ่านงบดุลเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้มาก อย่างองค์การเภสัชกรรมดูงบฯ แค่ 2 หน้ากระดาษสามารถวางระบบการจัดซื้อใหม่ ลดระยะเวลากิจกรรม (lead time) จาก 30-180 วันลงเหลือ 40 วัน ที่เคย สต๊อกสินค้าสูงถึง 1,800 ล้านบาทก็เหลือ 300 ล้านบาท ทำให้ลดต้นทุนได้ถึง 600 ล้านบาท/ปี บริษัทไปรณีย์ไทยลดจำนวนรถยนต์จาก 5,300 คันลงมาเหลือ 1,170 คัน ด้วยการวางระบบการขนส่ง การเพิ่มปริมาณพัสดุในการขนส่งใหม่ ทำให้ลดต้นทุนได้มาก ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยน รื้อระบบงานเมื่อเข้าไปบริหาร ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำเรื่องใหญ่ก่อน อย่าทำพร้อมกัน มิเช่นนั้นพนักงานปรับตัวไม่ทัน จะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาแบบคาด ไม่ถึง"
ต้องมีผู้บริหารระดับสูงคุมโลจิสติกส์
ดร.คำนายกล่าวต่อว่า โลจิสติกส์เป็นการจัดการเรื่องการไหล หากไหลไม่ดีกระจุกเป็นคอขวด เกิดต้นทุนตามมา ที่ผ่านมาพบว่าฝ่ายขายจะทำให้เกิดปัญหาต่อการจัดการโลจิสติกส์มากที่สุด เพราะไม่มีมาตรฐานในการขาย ทำให้ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ มีปัญหาตามไปด้วย ฉะนั้น เรื่องการตลาดต้องวางแผนให้ดี ที่สำคัญ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต้องรู้เรื่องการจัดการโลจิสติกส์ ต้องมีการแต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการหรือรองผู้อำนวยการ ฝ่ายโลจิสติกส์มาดูแล เนื่องจากโลจิสติกส์มีกิจกรรมต่างๆ มากถึง 17 กิจกรรม การตั้งหัวหน้าคลังสินค้าขึ้นมาดูแล โลจิสติกส์ของบริษัท ที่ผ่านมามีปัญหา ค่อนข้างมาก เพราะหัวหน้าฝ่ายในกิจกรรม อื่นๆ จะไม่ค่อยเชื่อฟัง
เรื่องของการลดต้นทุน การบริการต้องไม่แย่ลง การส่งสินค้าให้กับลูกค้า 100 ราย อย่าให้ลูกค้าผิดหวังเกิน 5 ราย คือ อย่าต่ำกว่า 95% แต่ถ้าบริการดีเกิน 95% จะทำให้ต้นทุนการสต๊อกสินค้าในคลังเพิ่ม กำไรจะลด เพราะสต๊อกจะเป็นตัวชี้ขาดที่สำคัญที่สุดว่า บริษัทจะจนที่สุดหรือรวยที่สุด ฉะนั้น ควรบริการพอดีอยู่ในขอบเขต
โดยสรุป การวางแผนจัดการโลจิสติกส์ที่ดีมีองค์ประกอบคือ (1.)เอางบดุลบัญชีมาตรวจสอบและพิจารณาให้ละเอียด เพื่อค้นหาปัญหา (2.)การวางแผนการผลิต ต้องมี (2.1)การวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาด กำไรและรายรับ ความต้องการทรัพยากร โปรแกรมการลงทุน (2.2)การวางแผนเชิงยุทธวิธี เช่น งบประมาณดำเนินงาน การให้บริการลูกค้า การผลิตและทรัพยากรที่มี (2.3) มีการวางแผนเชิงปฏิบัติการ เช่น แรงงาน กระบวนการผลิต การวางแผนวัสดุและ จัดซื้อ การเปลี่ยนการติดตั้งและการใช้ประโยชน์เชิงปฏิบัติการและผลงาน สุดท้าย (2.4)มีการวางแผนและควบคุมการวัด ผลงานตามที่เป็นจริงกับแผนงานเป้าหมาย การวิเคราะห์อย่างง่ายและผันแปร ตารางกำหนดเวลา การแก้ไขให้ถูกต้องในระหว่างทำงานและการทดสอบกลยุทธ์ใหม่
"หากบริษัทใดทำได้ไม่ครบจะลำบาก" ดร.คำนายกล่าว
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.