ล่าสุด ฮ่องกงซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน ได้แสดงความสนใจที่จะจัดทำความตกลงเอฟทีเอกับไทย เพื่อส่งเสริมมูลค่าการค้าและการลงทุนให้เพิ่มขึ้นระหว่างกัน
ก่อนหน้านี้ สองฝ่ายได้มีการหารือระดับ เจ้าหน้าที่มาแล้วครั้งหนึ่ง ฝ่ายฮ่องกงได้เสนอให้ไทยเป็นประตูการค้าของฮ่องกง ส่งออกมายังตลาดอาเซียน โดยได้เสนอแนวคิดนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยู ทีโอ) เมื่อเดือนก.ค. 2551 และเสนออีกครั้งต่อนายกรัฐมนตรีของไทย ในการเยือนฮ่องกงอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนพ.ค. 2552
ฝ่ายไทยได้ขอเวลาศึกษาความเป็นไปได้ เพราะขณะนี้รัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายการจัดทำเอฟทีเอกับต่างประเทศเพิ่มเติม อีกทั้งการจัดทำข้อตกลงเอฟทีเอ ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 190 ที่ต้องขออนุญาตจากสภา จึงเห็นควรให้จัดทำในรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันก่อน เพื่อให้มีผลและเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศโดยเร็ว ไทยและฮ่องกงอาจร่วมมือกันเร่งรัดการดำเนินการตามแผนแอ็กชันแพลน ภายใต้กรอบเอเปก
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยและฮ่องกงจะยังไม่มีการเจรจาจัดทำเอฟทีเอร่วมกันในชั้นนี้ แต่ความร่วมมือดังกล่าวอาจนำไปสู่การปูทางเพื่อทำเอฟทีเอระหว่างกันในอนาคต เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างยิ่งว่า การจัดทำความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจจนไปถึงการจัดทำเอฟทีเอระหว่างกัน ไทยจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนจากความร่วมมือจากฮ่องกง ที่มีเทคโนโลยีทางด้านการลงทุนและบริการสูงกว่าไทย
ในแง่ความเห็นของภาคเอกชนและนักวิชาการส่วนใหญ่แล้ว มองว่าการจัดทำเอฟทีเอไทยและฮ่องกงอาจไม่มีประโยชน์สำหรับไทยเพียงพอ เพราะหากไทยต้องการจะใช้ฮ่องกงเป็นประตูไปสู่ตลาดจีน ไทยมีข้อตกลงเอฟทีเอกับจีนทั้งหมดแล้วภายใต้กรอบอาเซียน
มองในมุมกลับกัน ฮ่องกงต่างหากสามารถใช้ประโยชน์จากไทยในการเป็นประตูเข้าไปบุกตลาดอาเซียน โดยเฉพาะภาคการเงินที่เป็นจุดแข็งของฮ่องกงได้ไม่ยาก
นายชัยนันท์ อุโฆษกุล ประธานคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดทำเอฟทีเอกับฮ่องกงไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจน เพราะฮ่องกงเป็นเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำเอฟทีเอกับฮ่องกง หากมีการทำเอฟทีเอมองว่าฮ่องกงจะได้ประโยชน์มากกว่าที่ไทยจะได้
ทั้งนี้ หากไทยต้องการส่งออกสินค้าเกษตรหรือกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพไปยังฮ่องกงจริง ก็สามารถผ่านช่องทางประโยชน์จาก เอฟทีเออาเซียน-จีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่ผ่านไปยังฮ่องกงจะมาจากทางจีนเกือบทั้งนั้น ดังนั้นหากรัฐบาลไทยต้องการจะมีความตกลงที่ใกล้ชิดกับฮ่องกง ควรทำในรูปแบบความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่งก็เพียงพอแล้ว
"ดูจากข้อตกลงเอฟทีเอที่ไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ ทั้งเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยังไม่เห็นว่าไทยจะต้องทำเอฟทีเอเพิ่มเติม อีกทั้งฮ่องกงที่เป็นส่วนหนึ่งของจีนเป็นพื้นที่เล็กๆ หากจะหวังส่งออกสินค้าเกษตรหรืออาหารได้มากๆ ก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะประชากรมีจำนวนแค่นั้น"
ที่สำคัญฮ่องกงเป็นแหล่งการเงินสำคัญของโลกเหมือนกับประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นการจัดทำเอฟทีเอที่จะต้องเปิดเสรีทั้งสินค้าและบริการ จะเป็นช่องทางให้ฮ่องกงสามารถใช้ประโยชน์ตรงนี้เข้าไปลงทุนด้านการเงินในไทยได้มากขึ้น
ภาคการเงินของไทยคงแข่งขันได้ยาก เนื่องด้วยเทคโนโลยีของฮ่องกงสูงกว่าไทย ส่วนภาษีสินค้าของฮ่องกงซึ่งเปิดเป็นพื้นที่ฟรีโซน ภาษีสินค้าในหลายรายการก็เป็น 0% อยู่แล้ว เพราะฮ่องกงเป็นเทรดเดอร์นำเข้าสินค้าและส่งออกไปอีกที ไทยจึงไม่น่าจะได้ประโยชน์จากตรงนี้มากนัก
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการ รองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า การทำ เอฟทีเอกับฮ่องกง หากทำเพื่อวัตถุประสงค์ต้องการใช้ฮ่องกงเป็นทางผ่านสินค้าไปยังจีน ถือว่าไม่จำเป็นที่ไทยจะต้องทำเอฟทีเอกับฮ่องกง เพราะไทยมีข้อตกลงเอฟทีเอกับจีนภายใต้กรอบอาเซียนอยู่แล้ว หรือหากจะทำเอฟทีเอไว้รองรับการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน ปัจจุบันฮ่องกงก็เก็บภาษีค่อนข้างต่ำ หรือแทบไม่มี ฉะนั้น ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่จำเป็นต้องทำเอฟทีเอ
อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลต้องการร่วมมือใกล้ชิดกับฮ่องกงจริง ก็ควรทำในรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (อีพีเอ) แทน แต่ต้องเจรจาความร่วมมือให้ดี รูปแบบไม่ควรเน้นเรื่องลดภาษีสินค้า แต่เป็นความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเหมาะสมกว่า เพราะฮ่องกงมีเทคโนโลยีทางด้านสินค้าบริการเชี่ยวชาญกว่า ไม่ว่าจะเป็นทางการเงิน โทรคมนาคม หรือการบริหารจัดการท่าเรือ ถ้าไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับไทย
"ไทยไม่ควรลงลึกไปทำ เอฟทีเอ เพราะจะไม่ได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะแง่ส่งสินค้าผ่านไปจีน หรือลดภาษีสินค้า ควรทำใน รูปแบบอีพีเอ ที่มีความ ร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งต้องเจรจา ให้ดี เพราะฮ่องกงก็คงต้องการประโยชน์จากไทย เช่น การลงทุนภาคการเงิน เช่นเดียวกัน"
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แม้ฮ่องกงจะเป็นตลาดข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งปกติไทยส่งออกข้าวไปฮ่องกงมาเป็นเวลานานแล้ว ส่งออกปีละ 2 แสนกว่าตัน ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวเหนียว แต่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำเอฟทีเอเช่นกัน
การส่งออกที่เกิดขึ้นใช้อัตราภาษีเท่ากัน หรือบางพิกัดก็ใกล้เคียงกับจีน เนื่องด้วยฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อยู่ภายใต้ระบบบริหารของรัฐบาลจีน จึงมีอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังไม่มีการใช้มาตรการทางการค้า (เอ็นทีบี) นอกจากนี้ระบบตรวจสอบคุณภาพข้าวของฮ่องกงยังมีความสะดวกต่อผู้ส่งออกมากอยู่แล้ว อาจเรียกได้ว่าสะดวกมากกว่าการส่งออกไปจีนอีกด้วย
นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี รองนายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กล่าวว่า ตลาดฮ่องกงเป็นตลาดขนาดเล็กของกลุ่มส่งออกผลไม้ไทยเพราะมีจำนวนประชากรน้อย แม้ว่าสถิติของกรมศุลกากรของไทยพบว่า สินค้าผลไม้จะส่งออกไปฮ่องกงจำนวนมาก แต่ในจำนวนดังกล่าวมากกว่า 90% ถูกส่งผ่านไปยังจีน ฮ่องกงเป็นเพียงทางผ่าน หรือเป็นพอร์ตของท่าเรือขนาดใหญ่เท่านั้นเอง อีกทั้งฮ่องกงเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษหรือฟรีโซน ไม่มีการเรียกเก็บภาษีสินค้าอยู่แล้ว การทำเอฟทีเอจึงไม่มีประโยชน์
"ถ้าจะร่วมมือในรูปแบบการค้าก็กว้างเกินไป ไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อะไรกับไทย ด้วยฮ่องกงเป็นเพียงพอร์ตท่าเรือขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่เห็นว่าเราจะส่งออกสินค้าได้เพิ่มขึ้น เพราะภาษีก็เป็น 0% อยู่แล้ว"
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องดูภาพรวมทั้งหมดว่านโยบายเอฟทีเอ ของไทยในเวลานี้เป็นอย่างไร เอฟทีเอที่ไทยทำมา ทั้งหมดได้ประโยชน์จริงหรือไม่ แม้ภาพรวมของการทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ จะทำให้มูลค่าการค้าดีขึ้น แต่ในแง่ของอุตสาหกรรมที่เสียประโยชน์ไป มีการช่วยเหลือหรือเยียวยาอย่างไรบ้าง ถ้าทำเอฟทีเอเพื่อหวังแค่ปริมาณ นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังซ้ำเติมทำให้เกิดปัญหาการว่างงานในประเทศตามมาด้วย
กรณีหากทำเอฟทีเอกับฮ่องกงจริง มองว่าสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ คือ ภาคเกษตร แต่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมไทยเสียประโยชน์แน่เพราะเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าจะทำก็ควรทำในกรอบภูมิภาคมากกว่า คือ ภายใต้กรอบอาเซียนมากกว่าการทำแบบทวิภาคี เช่น การทำเอฟทีเอกับญี่ปุ่นมีทั้งกรอบที่ไทยทำและอาเซียนทำ แต่ไม่เคยรู้ว่ากรอบไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน หากไทยต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้ากับฮ่องกงจริง ก็เห็นด้วยที่จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบใกล้ชิดที่ยังไม่ใช่เอฟทีเอ
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกลุ่มอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การจัดทำเอฟทีเอกับฮ่องกงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ฮ่องกงสามารถเป็นประตูทางผ่านไปสู่จีนได้อีกช่องทางหนึ่ง แม้ภาษีสินค้าที่ส่งออกไปฮ่องกงส่วนใหญ่จะเป็น 0% อยู่แล้ว แต่ก็น่าจะได้ในเรื่องของการลงทุน ที่นักลงทุนจีนและฮ่องกง อาจใช้ข้อตกลงเหล่านี้เข้าลงทุน ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยก็เปิดรับการลงทุนอยู่แล้ว
"การทำเอฟทีเอควรมองที่การใช้ประโยชน์จากข้อตกลง คือ ผู้ประกอบการต้องรู้จักใช้ประโยชน์ให้เป็น"
สิ่งที่ไทยควรส่งเสริม คือ การสร้างมาตรฐานและยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันเรื่องการออกมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (เอ็นทีบี) มากกว่า ซึ่งประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอก็ทำ ดังนั้นไทยควรมีบ้าง เพื่อสกัดสินค้าไม่ได้คุณภาพเข้ามาเช่นกัน
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.