นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมว่า เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างน่าเป็นห่วง เพราะย่านสีลม สุรวงศ์ พระราม4 และสาทร มีบริษัทเรืออยู่ประมาณ 70% ของบริษัทเรือทั้งหมด เมื่อถูกปิดยาวนาน 4-5 วัน ส่งผลกรทะบต่อผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ ที่ไม่สามารถติดต่อขอเอกสารขึ้นตั๋วแลกเงินได้ ก็ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้
ขณะเดียวกันผู้นำเข้าก็ต้องไปเอาเอกสารที่สีลมเพื่อเป็นหลักฐานในการนำสินค้าออก ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน ขณะที่ขั้นตอนการนำเข้าส่งออกของไทยยังนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้น้อยมาก เมื่อไม่สามารถเดินทางได้ ทุกอย่างก็หยุดชะงักทันที อีกทั้งเหตุการณ์เริ่มบานปลายไปสู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะการปิดเส้นทางแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญ กระทบต่อการลำเลียงสินค้าซ้ำอีก
ผลที่ตามมา คือ ความเชื่อถือของประเทศไทย ที่คู่ค้าซึ่งได้รับของไม่ตรงตามกำหนด หรือ สินค้าเสียหายเพราะหมดอายุ จะส่งผลให้คู่ค้าตัดสินใจกระจายความเสี่ยงไปซื้อสินค้ายังประเทศอื่นแทน หมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะส่งออกสินค้าได้น้อยลง
รองประธานสภาอุตสาหกรรมกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ เพราะเหตุการณ์ยังไม่จบ แต่ถ้ายืดเยื้อนานกว่านี้ การส่งออกไทยคงได้รับผลกระทบที่รุนแรง และมีผลต่อภาคเศรษฐกิจใหญ่แน่นอน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศส่งออก ดังนั้นเหตุการณ์จะต้องจบลงในทันทีวันนี้ ให้การส่งออกฟื้นตัวกลับมาได้ทันท่วงที ไม่ได้รับความเสียหายไปมากกว่านี้
"ตอนปิดผ่านฟ้ากระทบแค่จราจร ปิดราชประสงค์ก็กระทบภาคการค้า ปิดสีลมตอนแรกยังผ่านได้ไม่กระทบเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รัฐบาลห้ามผ่านยาวนานขนาดนี้ มันเสี่ยงกระทบรุนแรงมาก ผมย้ำเลยว่าจะปิดนานไม่ได้ เพราะเสียหายต่อเศรษฐกิจรุนแรง ปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วถึงอังคารเริ่มมีผลกระทบบ้างแล้ว และยิ่งหากยาวนาน 5-6 วัน ผู้ประกอบการจะขาดสภาพคล่องทันที" นายธนิตกล่าว
สำหรับความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระชับพื้นที่ ตอนนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอการลงทุนไปบ้างแล้ว ขณะที่การปิดย่านราชประสงค์ทำให้ภาคธุรกิจต้องปิดตัวลง และกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งการจ้างงาน และลามไปถึงภาคการเงิน ที่เสี่ยงต่อการเกิดหนี้สงสัยจะสูญ หรือ เอ็นพีแอลมากขึ้น
















Leave a comment :