นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมไทยในครึ่งปีหลังเป็นไปในทิศทางที่ดี อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีการเติบโตค่อนข้างมาก อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อาหาร เหล็ก รวมถึงอัญมณีที่กลับมาเป็นบวกแล้วแม้ในช่วงต้นปีสถานการณ์จะไม่ดีนัก ดังนั้น หากไม่มีปัจจัยลบ เช่น ปัญหาการเมือง ปัญหาภัยแล้ง และภาวะขาดแคลนแรงงาน เข้ามากระทบ ก็เป็นไปได้ที่จะผลักดันให้ภาคการส่งออกเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 14%
"โดยรวมยังเห็นภาพของอุตสาหกรรมเป็นบวก และยังไม่เห็นว่าอุตสาหกรรมใดจะส่งสัญญาณในทางลบ และถ้าหากปัญหามาบตาพุดคลี่คลายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็จะยิ่งช่วยให้สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมเป็นบวกยิ่งขึ้น ส่วนวิกฤติการเงินของกรีซซึ่งอาจลุกลามในเขตยูโรโซน เชื่อว่าไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังยุโรปราว 12% เท่านั้น"
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (TISI) ประจำเดือนพฤษภาคม 2553 พบว่าปรับตัวลดลงจากเดือนเมษายน 2553 ที่ระดับ 99.3 มาอยู่ที่ 94.7 ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่สงบทางการเมือง โดยส่วนใหญ่กระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศมีความเชื่อมั่นต่อภาคส่งออกค่อนข้างดี เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อปรับตัวสูงขึ้น เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการพบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลงในเรื่องผลกระทบจากการเมืองในประเทศ ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แต่กังวลเรื่องสภาวะเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้มีการปรับตัวดีขึ้นมาก เมื่อพิจารณาจากออร์เดอร์ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะยังมีแนวโน้มที่ดี โดยขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมจะปรับเป้ากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 50,000 คัน จากเดิมที่ตั้งเป้าการผลิตปี 2553 ไว้ที่ 1.4 ล้านคัน อาจเพิ่มเป็น 1.45-1.5 ล้านคันหรืออาจถึง 1.6 ล้านคัน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 70% เป็น 75% จากความสามารถที่ผลิตได้ทั้งหมด 2 ล้านคันต่อปี เพราะการส่งออกรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมาดีมาก มีเอเชียเป็นตลาดใหญ่ รองลงมาคือออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง
นายสมมาต ขุนเศษฐ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท แพน เอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทในกลุ่มแพน เอเซีย มีออร์เดอร์ล่วงหน้ายาว 6 เดือนเต็มถึงสิ้นปีและต่อเนื่องถึงต้นปี 2554 แล้ว เดินกำลังผลิตเต็มที่เท่าที่มีแรงงานรองรับ โดยทั้งกลุ่มยังมีความต้องการแรงงานอีก 3,000-4,000 คน เพื่อรองรับออร์เดอร์ที่จะทยอยเข้ามาอีก แต่ยอมรับว่ายังเป็นห่วงว่าจะหาแรงงานได้เพียงพอต่อการผลิตตามออร์เดอร์หรือไม่ ทั้งนี้ ประเมินว่าในปี 2553 กลุ่มแพน เอเซีย จะมีการผลิตรองเท้าทั้งสิ้น 16-17 ล้านคู่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีการผลิตเพียง 9-10 ล้านคู่ ส่วนปี 2554 นั้นคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคู่
ด้านนายวีระชัย คุณาวิชยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คุณากิจอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ จำกัด ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2553 ที่ผ่านมาการส่งออกสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์เติบโตขึ้นถึง 23.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีออร์เดอร์ล่วงหน้า 3-4 เดือนซึ่งถือว่ากลับมาสู่ภาวะปกติหลังพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เชื่อว่าการส่งออกอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในปีนี้จะเติบโตอย่างน้อย 10% เทียบกับปี 2552 ซึ่งมีมูลค่าส่งออกประมาณ 1,002 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 32,000 ล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) และเป็นไปได้ว่าอาจฟื้นกลับมาอยู่ในระดับเดียวหรือสูงกว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 1,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท
นายเชาวลิต เอกบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ เปิดเผยถึงแนวโน้มการทำธุรกิจกระดาษในครึ่งปีหลังปีนี้ว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และดูจากการขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในไตรมาสแรกและไตรมาสสองปีนี้ และขณะนี้มีหลายประเทศเศรษฐกิจดีมากทั้งอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่เศรษฐกิจโตสม่ำเสมอและมีรัฐบาลใหม่ ทำให้เอสซีจี เปเปอร์
ยังอยู่ระหว่างเดินสายเจรจาลงทุนอยู่หลายแห่งในอาเซียนโดยเน้นการเจรจาร่วมทุนในลักษณะควบรวมกิจการ (M&A) จัดทีมงานเข้าไปดูลู่ทางการลงทุนในภูมิภาคเข้มข้นขึ้น คาดว่าครึ่งปีหลังนี้จะมีบางโครงการที่เจรจาคืบหน้า สำหรับเงินลงทุนยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขชัดเจนได้ขึ้นอยู่ที่ว่าเป็นโครงการไหน ถ้าเป็นการลงทุนในโรงกระดาษจะต้องใช้เงินลงทุนต่อโครงการเป็นหลักพันล้านบาทขึ้นไป แต่ถ้าเป็นโรงกล่องกระดาษหรือบรรจุภัณฑ์จะใช้เงินลงทุนต่อโครงการเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาท
ส่วนราคาวัตถุดิบ เช่น เยื่อกระดาษ คาดว่าครึ่งปีหลังจะยังอยู่ในระดับราคาสูงต่อเนื่องเป็นปีโดยเมื่อเดือนพฤษภาคมราคาเยื่อใยยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 875 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน เยื่อใยสั้น ราคาเฉลี่ย820 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ส่วนราคากระดาษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน โดยราคาที่คาดว่าจะสูงต่อเนื่องนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผู้บริโภคคิดว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เพียงแต่ขณะนี้มีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปเกิดขึ้นก็ยังมีเรื่องความวิตกกังวลอยู่ เวลานี้ต้องดูต่อไปว่าปัญหาในยุโรปจะขยายวงออกไปยังประเทศอื่นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า แม้ภาคอุตสาหกรรมจะยังมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีอุตสาหกรรมดาวเด่นคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร แต่อาจเป็นการเติบโตในอัตราที่ช้าลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี ทั้งนี้ ต้องรอผลวิเคราะห์ดัชนีอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม 2553 ที่จะสรุปในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองและประกาศเคอร์ฟิวมากน้อยเพียงใด พร้อมกันนี้ มีคำเตือนถึงผู้ประกอบการว่ายังคงต้องจับตาวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปด้วย เพราะอาจส่งผลให้การส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวชะลอตัวลง
















Leave a comment :