สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ร่วมกับ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพพม่า ประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือหลักที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุนด้านอุตสาหกรรม ในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2553 ณ โรงแรมเซ็นทารา แม่สอดฮิลล์ รีสอร์ท อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมชายแดน 2 ประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น
การจัดประชุมหารือกับ The Union of Myanmar Federation Chambers of Commerce and Industry (UMFCCI) นับเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ของภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหภาพพม่า ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำต่อปฏิญญาพุกาม และปฏิญญาอาเซียนที่จะยืนยัน สร้างสรรค์ ความมุ่งมั่นที่จะเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม รวมถึงส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงร่วมกัน
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานพิธีเปิดการประชุม กล่าวว่า ไทยกับพม่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมายาวนาน และไทยก็ได้พึ่งพิงแรงงานชาวพม่าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงงานในเขตพื้นที่อำเภอแม่สอดล้วนมีแรงงานชาวพม่าอยู่มากมาย ทั้งนี้นักธุรกิจไทย พม่า ก็ให้ความสำคัญและศึกษาช่องทางที่จะเข้าไปร่วมลงทุนทำธุรกิจกันอย่างต่อเนื่อง
โดยมีข้อมูลสถิติมูลค่าการค้าของไทยในปี 2552 ที่ผ่านมา ไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของพม่า มีมูลค่าการค้ารวม 4,326 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังมีมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างกันในปี 2552 คิดเป็นเงิน 148,628 ล้านบาท
“การประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังคงมีประเด็นปัญหา อุปสรรคอยู่บ้างที่ต้องอาศัยให้มีการเจรจาเพื่อแสวงหาความร่วมมือและทางออกร่วมกัน ดังนั้นการประชุมในครั้งนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อภาคเอกชนสองฝ่ายที่จะมีการร่วมเจรจาเพื่อผลักดันแนวทางการขยายธุรกิจใน 2 ประเทศ ซึ่งตนยินดีและจะพิจารณาแนวทางการสนับสนุนผลจากการประชุมในครั้งนี้อีกทางหนึ่ง ” รมว . อุตสาหกรรม กล่าว
"ยอมรับว่าการเมืองไทยไม่เข้มแข็ง โครงการดังกล่าวควรจะเป็นภาคเอกชนซึ่งมีความเข้มแข็งในการทำธุรกิจ เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทาง โดยมีภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน และกฎระเบียบปัญหาอุปสรรคต่อการลงทุนของทั้งสองประเทศ ซึ่งทางภาครัฐต้องการผลักดันการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศมีการข้ามไปลงทุนในพม่า มากขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านล้านบาท โดยเฉพาะโครงการอนาคตนิคมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึก ในทวายเป็นโครงการที่ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ได้เข้าไปศึกษาแนวทางการดำเนินการ"
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ .ท.) เปิดเผยว่า การประชุมหารือความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย และสหภาพพม่าในครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการขยายตลาด และประสานความร่วมมือในกรอบต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยและสหภาพพม่าให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น
“ ภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ และความร่วมมือระหว่างกันมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือร่วมกันมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยมีการตกลงที่จะให้ความร่วมมือกันทั้งหมด 8 ด้าน คือ 1. การอำนวยความสะดวกทางการค้า 2. เกษตรกรรม 3. การลงทุนทั้งทางด้านอุตสาหกรรม และพลังงาน 4. การเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคม 5. การท่องเที่ยว 6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 7. สาธารณสุข และ 8. ด้านสิ่งแวดล้อม
โดยจะมีการติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการรวบรวมปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อที่จะนำมาหารือร่วมกันให้ได้แนวทางแก้ไข เพื่อนำเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้การสนับสนุนความร่วมมือทั้ง 8 ด้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประชุมหารือในครั้งนี้ถือเป็นการรับทราบความก้าวหน้า และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหา และอุปสรรคการดำเนินความร่วมมือทั้ง 8 ด้านดังกล่าว ” ประธาน ส . อ . ท . กล่าว
นายพยุงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายที่ผ่านมา ได้มีส่วนเกื้อหนุนกันในกรอบต่างๆ ในภูมิภาค อาทิ ACMECS, GMS, Mekong-Japan และ ASEAN ซึ่งทำให้เกิดภาพสะท้อนว่าผู้ประกอบการ นักธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ ได้หลอมรวมเป็นความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ที่จะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าของ 2 ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
“สภาอุตสาหกรรมฯ มีความเห็นว่าควรที่จะมีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือ ในรูปแบบของคณะทำงานเขตเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย และพม่า สามารถมีบทบาทเชิงรุกทางด้านการตลาด การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การขยายการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรม และการลงทุนด้านเกษตรในพื้นที่ชายแดน 2 ประเทศ (Contract Farming Investment) โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีแรงงานแบบเช้าไปเย็นกลับ (Daily Border Crossing) โดยประเทศไทยจะให้การสนับสนุนโครงการ Contract Farming ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจบนพื้นฐานเกษตร (Agro-Based Resource Economy) โดยสินค้าเกษตรมีลักษณะเป็น Forward Linkage การผลิตมีลักษณะเป็นต้นน้ำ (Upstream)
โดยในเรื่องดังกล่าวภาครัฐของไทยมีแนวนโยบายที่จะยกระดับความเชื่อมโยงการผลิตทางเกษตรกับอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรกรรมของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งการสร้างแหล่งงาน การจัดระบบแรงงาน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องทุกปี การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : ASEAN Economic Community) ซึ่งจะเริ่มขึ้นในต้นปี 2015 และปี 2020 ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นปีที่อาเซียนรวมเป็นตลาดเดียว และมีฐานการผลิตเดียวกัน (Single Market and Production Base)” นายพยุงศักด์ กล่าว
อำเภอแม่สอดเป็นอำเภอที่มีความสำคัญต่อ
เส้นทางการค้า - การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า ถือได้ว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และเป็นเมืองหน้าด่านแรกมุ่งสู่ด้านตะวันออกของประเทศสหภาพพม่าผ่านเมืองเมียววดี ซึ่งรัฐบาลพม่ากำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเป็นการค้า การติดต่อธุรกิจ การบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ คลังสินค้าศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ และเป็นเมืองเชื่อมโยงเส้นทางการค้ากับประเทศไทย
อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งยังเป็นตลาดการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าส่งออก - นำเข้าที่สำคัญ นำรายได้เข้าสู่ประเทศโดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2553 ที่เพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 49
















Leave a comment :