ด้วยกำลังซื้อของจีนจากประชากรกว่าพันล้านคน ทำให้ประเทศไทยตระหนักอยู่เสมอ ทำอย่างไรจึงจะเป็นคู่ค้ากับจีนให้ได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน สินค้าไทยสามารถเข้าสู่จีนได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ที่ผ่านมาแม้จะดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ อาทิข้อตกลงทางการค้าเสรีกับจีน ภายใต้กรอบอาเซียน-จีน (เอฟทีเอไทยจีนภายใต้กรอบอาเซียน-จีน)หรือผู้บริหารระดับสูงระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เดินทางไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงของจีน รวมไปถึงการบุกเบิกโดยภาคเอกชนที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ ได้ทำให้การค้าไทย-จีน ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง
ศูนย์กระจายสินค้าไทย ณ นครคุนหมิง นับเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะเป็นช่องทางนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน นางอำภา เจียรกิตติกุล ประธานบริษัท สุพรีมจิวเวลรี่ จำกัด และบริษัท บัวหิมะ (ประเทศไทย) กล่าวว่าโครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท บัวหิมะ(ประเทศไทย) จำกัดกับนายเหลียงจง ผู้บริหาร บริษัท ยูนนาน เท็กซ์ไทล์ คอร์ปอเรชัน จำกัด ในนามบริษัท คุนหมิงไทย คัลเจอร์แอนด์เทรดเซ็นเตอร์ จำกัด สัดส่วนร่วมทุน 50:50 มูลค่าการลงทุน 1,200 ล้านบาท เพื่อบริหารศูนย์กระจายสินค้าไทย ณ นครคุนหมิง
ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริษัท คุณหมิงไทย คัลเจอร์แอนด์เทรดเซ็นเตอร์ จำกัด ได้เชิญสื่อมวลชนพร้อมด้วยผู้ประกอบการคนไทย เยี่ยมชมความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าไทย ณ นครคุนหมิง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่มีความคืบหน้าแล้วกว่า60% คาดว่าจะ เปิดดำเนินการภายในเดือนมิถุนายน2551
โครงการตั้งอยู่ด้านหน้าตลาดหลัวซือวันศูนย์ค้าส่งสินค้า ที่มีผู้เข้ามาใช้บริการวันละประมาณ 150,000-200,000คนต่อวัน ซึ่งตลาดแห่งนี้สร้างรายได้ให้กับบริษัทยูนนานฯล่าสุดปี2549ถึง 350 ล้านหยวน และคาดว่าในอนาคตตามแผนพัฒนาเมืองคุนหมิง รัฐบาลจีนเตรียมก่อสร้างรถไฟฟ้าที่จะผ่านด้านข้างและด้านหน้าของโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน1-2 ปีจะทำให้พื้นที่ย่านนี้ขยายตัวและมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นนางอำภา กล่าวว่า ส่วนของไทยจะมีพื้นที่รวม 20,000 ตร.ม. แบ่งพื้นที่ให้เช่าเป็น 2เฟส เฟสแรกเปิดขายระหว่างชั้นที่1และ2 และเฟสสองคือพื้นที่ชั้น3และ4 ที่จะเปิดขายในระยะต่อไป มีราคาค่าเช่าเฉลี่ยที่ 160-300 หยวนต่อตร.ม.ต่อเดือน ขณะนี้เฟสแรกมีผู้ประกอบการคนไทยจองพื้นที่แล้ว80% อาทิกลุ่มเจโมโปลิส สมาคมผู้ค้าอัญมณี สินค้าโอทอป เป็นต้น ซึ่งทางบริษัทยืนยันว่าจะยังคงราคาค่าเช่าเดิมไปในระยะ 10 ปี และอยู่ระหว่างการเจรจากับทางหุ้นส่วนว่าจะมีการยืนราคาค่าเช่าเดิมอย่างน้อยเป็นเวลา 20 ปี
ทั้งนี้เพราะผลจากการเกิดโครงการรถไฟฟ้าจะทำให้ราคาค่าเช่าย่านนี้คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีก2-3เท่าตัว แต่เพื่อเป็นการช่วยประคองผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จึงจำเป็นต้องคงราคาค่าเช่าเดิมไว้ ส่วนพื้นที่ชั้น5 เป็นที่จอดรถและชั้น6เตรียมสำหรับการจัดงานอีเวนต์ส่งเสริมสินค้าไทย ขณะที่ชั้นที่7-21 ที่เป็นส่วนของจีนได้ขายพื้นที่เช่าให้กับผู้ประกอบการหมดไปเรียบร้อยแล้ว
"ศูนย์ฯแห่งนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ เพราะเป็นศูนย์ฯที่อยู่ใจกลางเมืองของนครคุนหมิง ที่ถือว่าเป็นแหล่งธุรกิจอันดับที่ 8 ของประเทศจีนที่สามารถกระจายสินค้าไทยไปสู่ประเทศต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบ One Stop Service"
นางอำภา กล่าวด้วยว่า บริษัทเตรียมงบลงทุนสำหรับตั้งบริษัทใหม่ 20ล้านบาท เพื่อทำหน้าที่บริการผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนบริษัทในจีน ดูแลเรื่องการวางระบบการขนส่งในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ และยังมีศูนย์การตรวจโรคพืชที่คอยให้บริการกับผู้ประกอบการอีกด้วย
นอกจากนี้ทางศูนย์ฯจะช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าของไทย เพื่อสร้างภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ความเป็นไทยในรูปแบบ ตราสินค้า การจัดจำหน่ายสินค้าไปสู่ประเทศต่างๆ โดยมีนักวิชาการด้านการตลาดที่มีความสามารถในด้านการค้าคอยให้คำปรึกษาและแนะนำกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับสินค้าไทยในศูนย์ฯ จะประกอบไปด้วย อัญมณีเครื่องประดับ เสื้อผ้า สินค้าโอท็อป ขนม อาหารทะเล อาหารแห้ง ผลไม้ สินค้าตกแต่ง ฯลฯ และจะทำให้สินค้าไทยได้เป็นที่รู้จักต่อนานาประเทศมากขึ้น โดยแผนประชาสัมพันธ์ปี 2551 ทางบริษัทได้เจรจากับทางสมาคมห้องเย็นเพื่อจัดทำกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงสินค้าสำเร็จรูปเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและจะทยอยทำกับสินค้ากลุ่มต่างๆเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้รู้จักสินค้าไทยได้มากขึ้น
นอกจากนี้เพื่อความมั่นใจทางด้านการขนส่ง ทางบริษัทได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในการให้สิทธิ(ไลเซน) การสร้างศูนย์โลจิสติกส์ ที่สิบสองปันนา ซึ่งจะทำให้การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและเจรจาเรื่องราคาที่ดินสำหรับก่อสร้างความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งนางอำภาย้ำว่าต้องการก่อสร้างให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะให้การค้าของผู้ประกอบการจากไทยสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้านกลุ่มผู้ประกอบการกว่า 30 รายที่ร่วมเดินทางไปดูโครงการครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอัญมณี สินค้าผลไม้แห้ง สิ่งพิมพ์ โรงพยาบาลและเทรดเดอร์ ต่างให้ความเห็นว่านับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีศูนย์กระจายสินค้าเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นกังวลคือเรื่องการนำสินค้าเข้าได้จริงหรือไม่ ความคุ้มค่าในการลงทุน โดยเฉพาะมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารศูนย์ฯต้องนำไปคิดและสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นให้ได้















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.