นอกจากนี้มีมาตรการเรื่องระยะเดินทางของอาหาร (Food Mile), มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรของโลก (Global Gap), ระเบียบเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (THE NEW EU SUPPLY CHAIN SECURITY REQUIREMENT) และการวิเคราะห์วัฏจักรชีวิต (Life Cycle Analysis - LCA) หรือการวิเคราะห์องค์ประกอบหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต กระบวนการผลิต การใช้งาน และการกำจัด ว่าในแต่ละขั้นตอนจะมีการใช้พลังงานและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่สำคัญในส่วนของญี่ปุ่นได้แก่ มาตรการทางด้านสุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมโดยญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา ขณะที่สหภาพยุโรป(อียู) จะเน้นในเรื่องระเบียบว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร(Food Safety), ร่างระเบียบควบคุมเคมีภัณฑ์ (REACH), ระเบียบควบคุมความปลอดภัยในระบบการขนส่งสินค้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2552, มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรของโลก (Global Gap) ซึ่งขณะนี้มาตรการที่กำหนดโดยภาคเอกชนในเรื่องแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) กำลังเป็นที่นิยมมาก
"ในส่วนของสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากมาตรการต่างๆที่ไม่ใช่ภาษีที่เข้มงวดเป็นพิเศษอยู่แล้ว ล่าสุดเขากำลังหาแนวทางที่จะตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่จะนำเข้าตลอดสายการผลิต (Supply Chain) แทนที่จะสุ่มตรวจสินค้าที่ปลายทางเหมือนในอดีต ดังนั้นผู้ประกอบการควรจับตามาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด"นางอัญชนากล่าวและว่า
แนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันโดยไม่ให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยภาครัฐจะต้องเผยแพร่ข่าวสาร กฎระเบียบ มาตรการต่างๆ (Early warning) ให้เอกชนได้รับทราบอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งติดตามและเจรจาการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากบางมาตรการ สามารถที่จะเจรจาลดความเข้มข้นลงได้ ขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆ ของรัฐจะต้องเตรียมความพร้อมภายในด้านมาตรฐานสินค้าทั้งการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งขณะนี้กรมได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานของรัฐบาลในการจัดทำระบบ ควบคุมการส่งออกและนำเข้า สินค้าที่ตรวจสอบแล้วว่าามารถใช้ประโยชน์ได้สองทาง เช่น สินค้าบางชนิดสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาวุธ ก็จะต้องมีการขึ้นทะเบียนขออนุญาตการส่งออก หรือนำเข้า
นอกจากนี้ภาคเอกชนเอง ต้องศึกษากฎระเบียบให้ชัดเจน พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนการผลิตสินค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และควรมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า แม้ประเทศไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการ มากถึง 66% ของผลิตภัณฑ์มวลภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูง อย่างไรก็ตามมูลค่าสินค้าและบริการที่ส่งออกของไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพียง 1.15% และเป็นผู้ส่งออกลำดับที่ 23 ของโลกเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าไทยยังสามารถพัฒนาด้านการค้าระหว่างประเทศได้อีกมาก หากสามารถรับมือกับมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีได้
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.