Switch to: uk
24 May 2012 08:05AM

"ไทย" สร้างเครือข่ายบุกอาเซียน รับมือเปิดเสรีธุรกิจขนส่ง-โลจิสติกส์

05 Feb 08 ,  rattanawalee
  • 0
จากการที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้ประกาศอย่างชัดเจนให้ปี ค.ศ.2015 (พ.ศ.2558) เป็นปีเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC และได้กำหนดให้เร่งเปิดเสรีภาคบริการใน 5 สาขาเร่งรัด
ได้แก่ สาขาสุขภาพ สาขาคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม สาขาท่องเที่ยว สาขาขนส่งทางอากาศภายในปี 2010 (พ.ศ.2553) และสาขาโลจิสติกส์ภายในปี 2013 (พ.ศ.2556) ส่วนสาขาบริการอื่นๆ ให้เปิดตลาดเสรีภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) ตามลำดับ

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสัมมนา "AEC : ผลกระทบและมาตรการสนับสนุนเชิงรุกจากการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการขนส่งและ โลจิสติกส์" ขึ้น เพื่อนำไปวางแผนการเปิดตลาดการค้าบริการและมาตรการรองรับภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Economic Community) ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ถนนศรีอยุธยา ซึ่งมีวิทยากรมาร่วมคับคั่ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดร.จุฬา สุขมานพ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในการเปิดเสรีภาคบริการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของกลุ่มอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยภาพรวมตลาดด้านนี้จะขยายตัว ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้

ส่วนเค้กในประเทศไทย ตลาดปัจจุบันอาจกระทบบ้าง จีดีพีปี 2006 เท่ากับ 7.8 ล้านล้านบาท ในภาคท่องเที่ยว โทรคมนาคม 5 แสนกว่าล้านบาทจะถูกชิงไปพอสมควร แต่โดยรวมศักยภาพของไทย ถ้ามีการเปิดเสรี ไทยลุยไปได้หมด แต่ในเชิงรับคู่แข่งในแต่ละกลุ่มอาจมี ไม่ถึง 9 ประเทศ อย่างการขนส่งทางอากาศคงจะมีคู่แข่งอย่างมาเลเซียกับสิงคโปร์เป็นหลักคงต้องเริ่มเตรียมตัวรับมือกัน

สำหรับภาครัฐอย่างที่บอกไว้ คิดกันมาก แต่เงินมีน้อย ส่วนไหนมีโอกาสดีที่สุดก็จะได้รับการติดอาวุธฉีดวัคซีนป้องกันให้ลุยต่างประเทศมากขึ้น และในกลุ่มไหนได้รับผลกระทบก็จะเข้าไปดูแล เป็นพิเศษ เหล่านี้เป็นการจัดลำดับในการจัดการหรือการดูแลที่จำเป็นต้องดูไปตามกลุ่มย่อย

ดังนั้นการช่วงชิงเค้กหรือการรุก บทบาทคนนำต้องเป็นเอกชน รัฐเป็นผู้สนับสนุน ในขณะที่เชิงรับในการรักษาเค้กต่างๆ เอาไว้ บทบาทของอำนาจรัฐน่าจะมีมากกว่าการปกป้องผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการก็มีหน้าที่ที่จะรักษาขีดความสามารถของตัวเอง หรือสร้างเครือข่ายเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในตลาดด้วย

นางสาวศุภรำไพ หาญทวีพาณิชย์ ผู้อำนวยการส่วนแผนงานและประเมินผล กรมศุลกากร กล่าวว่า คลัสเตอร์โลจิสติกส์มีหลากหลายมาก ทั้งรถยนต์ เรือ อากาศยานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง มูลค่าที่เกี่ยวโยงทางเศรษฐกิจจึงมีมูลค่ามหาศาล และเนื่องจากประเทศไทยอยู่ในทำเลที่เหมาะสมมากตั้งแต่ทะเลอันดามันไปถึงญี่ปุ่น และไทยได้เปรียบจากการเจรจาทำความตกลงความร่วมมือนอกอาเซียน 10 ประเทศ โดยมีกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคอีก 4 กรอบใหญ่

อาทิ กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Great Mekong Subregion : GMS) 6 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา และจีน เป็นต้น

ในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นโอกาสของธุรกิจไทย หากจะขยายการค้ากับประเทศเหล่านี้ และนอกเหนือจากกรอบ ทั้ง 4 ที่กล่าวมา ยังมีข้อตกลงด้านการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับไทย คือ

1.ข้อตกลงการขนส่งทางถนนไทย-ลาว 2.บันทึกความเข้าใจไทย-มาเลเซีย ว่าด้วยการขนส่งสินค้าผ่านแดน ซึ่งเป็นการขนส่งสินค้าจากไทยผ่านมาเลเซียไปสิงคโปร์ 3.ความร่วมมือระหว่างไทย-มาเลเซียทางถนน ในเรื่องการเดินรถร่วมกัน 4.ข้อตกลงอำนวยความสะดวก ร่วมกันในการขนสินค้าผ่านแดนอาเซียน มีเรื่องขนส่งข้ามแดน การขนส่งสินค้าหลายรูปแบบ และ 5.การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้เกี่ยวกับการขนส่งโดยเฉพาะ

จากที่กล่าวไปจะเห็นว่า เรามีข้อตกลงที่ไทย ไปทำอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านบน คือ จีน กับด้านล่าง คือ สิงคโปร์ ที่ผ่านมาการขนส่งสินค้าข้ามแดนของไทยผ่านด่านต่างๆ มีน้อยมาก แค่ 5% ของมวลรวมการขนส่งสินค้าทั้งประเทศ ฉะนั้นถ้าเราเห็นข้อตกลงที่กล่าวมาก็น่าจะมีการขยายความตกลงการขนส่งด้วยกัน

ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมศุลกากรเรื่องปริมาณการขนสินค้าผ่านด่านต่างๆ ของไทยทั้งการส่งออกและนำเข้า ตั้งแต่ ปี 2548-2558 จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

ถ้าท่านมองเห็นโอกาสการค้าชายแดนเป็นการค้าระดับภูมิภาค เส้นทางขนส่งสินค้าจากจีนผ่านไทยไปยุโรป ผ่านท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล หรือถ้าจะส่งออกสินค้าไปสหรัฐก็ให้ขนผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ฉะนั้นโอกาสของไทยจึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะพัฒนาเส้นทางเพื่อให้เป็นฐานในการขนส่งสินค้าได้หรือไม่ เหล่านี้เป็นการบ้านให้กระทรวงคมนาคมไปจัดทำแผนการขนส่งต่อไป

นายบรรพต กาญจนวิไล ตัวแทนสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย (Custom Broker) กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการเปิด เสรีธุรกิจขนส่งทางอากาศในปี 2010 และธุรกิจ โลจิสติกส์ในปี ค.ศ.2013 ตนมีความเห็นว่าธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตแน่นอน ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาแข่งขัน มาเลเซีย สิงคโปร์เข้ามาในไทยแน่ จากกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคน้อยลงส่วนผู้ประกอบการไทยก็มีศักยภาพในการรุกตลาดอาเซียนได้เหมือนกัน

จุดที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มที่ไม่มีเครือข่ายที่จะขยายตัวออกไป เพราะการสร้างเครือข่ายด้วยตนเองค่อนข้างยาก สาเหตุที่ธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยไม่พัฒนาคือ ผู้ประกอบการของไทยมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีเวลาไปพัฒนาวางแผนสร้างเครือข่ายหรือวิจัยพัฒนาธุรกิจ

เอกชนพยายามปรับตัวสู้หากเปิดเสรี โดยพยายามรวมกลุ่มว่าจะทำอย่างไรจึงจะเข้าไป แข่งขันรับกับ AEC ได้ พยายามพัฒนาเครือข่ายจัดสัมมนา รวมทั้งการแต่งงานกันคือ การรวมกลุ่มของ 30 บริษัทในธุรกิจนี้ตั้งบริษัทร่วมขึ้นมา เป็นต้น ส่วนการส่งเสริมของภาครัฐ ภาคเอกชนขอเสนอว่า ต้องทำจริงจังในการไปเปิดสาขาของภาครัฐในต่างประเทศ เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยตรงจุดนั้นได้เลย

นายสัญญวิทย์ เศรษฐโภคิน เลขาธิการสมาคมขนส่งสินค้า กล่าวว่า ในเรื่องของการขนส่งสามารถที่จะขยายการบริการเพื่อมูลค่าเพิ่มได้ อย่างเช่นในเรื่องคลังสินค้า ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และตัวแทนออกของ ก็สามารถทำคลังสินค้าได้ ทำธุรกิจขนส่งได้ เพราะเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน คล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าใครจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ตรงไหน

เวลานี้มี 2 วิธี คือ ขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น หรือหาพันธมิตรเพื่อให้ครบวงจร แทนที่ต่างคนต่างขยายแล้วไปแข่งขันกันเอง แม้ตลาดนี้ไม่ได้เล็กลง แต่กำไรมันน้อยลง ทำงานยากขึ้น ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ฉะนั้นถ้าต่างคนต่างทำต่อไปจะยากขึ้น

สำหรับประเด็นการเปิดเสรีของ AEC ตนมีความเห็นว่า ไม่ต้องไปกลัวในการเปิดให้ต่างชาติเข้ามา เพราะการมาบนดินมีกฎหมายเขียนกฏกติกาให้ต่างชาติเดิน แต่พวกต่างชาติที่มาใต้ดินแบบนอมินีเข้ามากันเต็มไปหมดแล้ว

ทุกวันนี้มีคนต่างชาติ เช่น คนจีน มาเปิดร้านขายคอมพิวเตอร์ ขายเครื่องประดับยนต์ โดยเข้ามากันเอง ตลาดผักผลไม้ที่ตลาดไทคนจีนขายทั้งนั้น

การเปิดเสรีเป็นเรื่องดี เพราะผู้ประกอบการไทยสามารถไปทำธุรกิจโลจิสติกส์ในเวียดนามได้ ทางด้านทำเลการคมนาคมขนส่งก็ใกล้กว่า อย่างตลาดเวียดนามที่มีอนาคตดีที่สุด ประชากร มีมาก คนซื้อมาก ธุรกิจโลจิสติกส์ก็รุ่งไปด้วย เพราะเป็นการขนส่งตามปริมาณที่ต้องการ หากจะถามว่าประเทศอื่นจะมาแข่งกับไทย ไทยยังได้เปรียบ เพราะเส้นทางอยู่ใกล้เวียดนาม ลาว มากกว่าสิงคโปร์ มาเลเซียที่จะมาแข่งขันกับไทยในตลาดนี้

สิ่งที่ควรจะทำ คือ ควรจะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรกันก่อน เช่น ไทยกับเวียดนาม อย่างน้อยวิธีการนี้ทำให้เรารู้ว่า บริษัทขนส่งของเวียดนามเขาทำอะไร ใครเป็นใคร และเขาก็รู้เรา ในระยะอันใกล้ที่จะเปิดเสรีโลจิสติกส์ปี 2013 ผู้ประกอบการไทยก็จะมีพันธมิตร มีพรรคพวกเครือข่าย สามารถทำธุรกิจร่วมกันได้

นอกจากนี้ภาครัฐควรให้การส่งเสริมด้านความรู้แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กว่าจะต้องปรับตัวรับมืออย่างไร รวมทั้งการจัดทำซอฟต์แวร์ทางด้านการจัดการขนส่งอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กได้ระบบมาใช้ จะได้ไม่ต้องลงทุนมากในจุดนี้

นายรณรงค์ พูนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการส่วน การค้าบริการอาเซียน สำนักเจรจาการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การทำข้อตกลงอาเซียนค่อนข้างชัดเจนมาก ถ้าธุรกิจต่างชาติเข้ามาจะมีการเยียวยาช่วย ผู้ประกอบการภายในประเทศ หรือมีเซฟการ์ดช่วย โดยสิทธิที่เขียนไว้ในข้อตกลง หากการเข้ามาของต่างชาติมีการลงทุนที่มากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายใน ก็สามารถเข้าไปดูแลบริหารจัดการได้

เรายังดูแลเรื่อง MFN (most favour nation) หรือการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง เช่น สิงคโปร์ทำข้อตกลงกับสหรัฐ-ออสเตรเลีย สิ่งใดที่สิงคโปร์ให้ไป ประเทศไทยใช้สิทธิตรงนั้นได้ มากกว่าข้อตกลงที่ไทยทำกับสิงคโปร์ด้วย

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.