Switch to: uk
24 May 2012 12:06PM

'สหพัฒน์'รุกลงทุนตปท.

06 Jan 12 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

2 บิ๊กสหพัฒน์ฯ ควงแขนลุยพม่า ลงทุนตั้งโรงงานไฟฟ้า - บะหมี่ฯ  เผยยุทธศาสตร์ใหม่มาม่าเบนเข็มรุกต่างชาติมากขึ้นทั้งพม่า เขมร บังกลาเทศ อินเดีย หลังในประเทศถึงจุดอิ่มตัว และยังประสบปัญหาด้านต้นทุน ทั้งค่าแรง วัตถุดิบ ล่าสุดเตรียมทุ่ม 500 ล้านตั้งโรงงานผลิตแป้งสาลีที่ระยอง

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TF  บริษัทในเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ "มาม่า"  เปิดเผยว่า  บริษัทเตรียมเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแห่งใหม่ในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า คู่กับบริษัท สหโคเจน จำกัด บริษัทในเครือสหพัฒน์  ที่จะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับรัฐบาลพม่า ขณะเดียวกันจะนำพลังงานไอน้ำที่ได้จากโรงงานไฟฟ้ามาใช้ผลิตบะหมี่ฯ ด้วย โดยขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการเงินลงทุนได้ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเลือกลงทุนที่ใดระหว่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์  

"การลงทุนในพม่า จะเป็นการเช่าที่ดินระยะยาว 60 ปี โดยเดินทางไปดูที่ดินที่ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ในต้นเดือนมกราคม  ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ราคาที่ดินที่ย่างกุ้งเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อไร่ ขณะที่ราคาที่ดินที่มัณฑะเลย์เฉลี่ย 2 แสนบาทต่อไร่ สำหรับการเช่านาน 60 ปี   โดยปัจจุบันมาม่ามีโรงงานอยู่ 1 แห่งที่ย่างกุ้ง มีเครื่องจักร  6 เครื่อง มีกำลังการผลิตเพียง 30,000 หีบต่อเดือนไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งขณะนี้พม่ามีแผนจะเปิดประเทศ ทำให้มองเห็นโอกาสในการขยายตลาด จึงเตรียมตั้งโรงงานแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆ นี้ และใช้เวลาดำเนินการก่อสร้าง 10 เดือน"  นายพิพัฒ กล่าวและว่า

การเดินทางไปพม่าพร้อมนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อไปดูโรงงานบะหมี่ฯ ที่มีอยู่เดิม  พร้อมทั้งดูโรงงานอื่นๆในเครือสหพัฒน์  และจะเดินทางต่อไปยังมัณฑะเลย์ เพื่อดูที่ดินสำหรับการลงทุนโรงงานแห่งใหม่

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 1 แห่ง แต่กำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งบริษัทมีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรมาก และเป็นตลาดที่ใหญ่ หากได้รับสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงด้านภาษีระหว่างบังกลาเทศกับอินเดีย โดยการลงทุนโรงงานใหม่นี้ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท และเป็นการร่วมทุนระหว่างทีเอฟ 55% สหพัฒน์ 10% และนักธุรกิจชาวบังกลาเทศ 35% ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานได้ในเดือนมีนาคม - เมษายนนี้  ส่วนการขยายการลงทุนในกัมพูชา อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วย

นายพิพัฒ กล่าวอีกว่า  ด้านแผนการลงทุนในประเทศ บริษัทเตรียมเงินลงทุน 500 ล้านบาท สำหรับการลงทุนตั้งโรงงานผลิตแป้งสาลี ที่จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 70 ไร่ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง TF 60%  กลุ่ม Kerry (กลุ่มธุรกิจอาหาร) เครือแชงกรีลา 30% และ เพรสซิเดนท์ เบเกอรี่ (ผู้ผลิตฟาร์มเฮ้าส์) 10% โดยเฟสแรกเริ่มก่อสร้างในปี 2555 แล้วเสร็จปี 2556  มีกำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน  ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะไม่เพียงพอต่อการผลิตของบริษัท จึงมีแผนลงทุนเฟส 2 ทันทีเมื่อเต็มกำลังการผลิตในเฟสแรก  นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายกำลังการผลิตด้วยการซื้อเครื่องจักรผลิตบะหมี่ฯ ถ้วย 1 เครื่อง และเครื่องจักรผลิตบะหมี่ฯ ซอง อีก 2 เครื่อง สำหรับโรงงานที่ศรีราชาด้วย

"ที่ผ่านมาบริษัทมีปัญหาด้านราคาของแป้งสาลี ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่ฯ  ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาด้านต้นทุนวัตถุดิบได้แล้ว บริษัทยังมีกำไรจากการประหยัดค่าขนส่งด้วย"

ทั้งนี้ในปี 2555 บริษัทเน้นการลงทุนในต่างประเทศมากกว่าประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันตลาดบะหมี่ฯ ในประเทศอยู่ในภาวะอิ่มตัว มีปริมาณการบริโภคเฉลี่ยกว่า 39 ซองต่อคนต่อปี ใกล้เคียงกับประเทศที่นิยมบริโภคบะหมี่ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฯลฯ ซึ่งมีการบริโภคเฉลี่ย 40 ซองต่อคนต่อปี ทำให้โอกาสในการขยายตลาดมีน้อย  กลยุทธ์การทำตลาดในปีนี้ จึงประกอบไปด้วย 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. การรุกทำตลาดบะหมี่ฯ ชนิดถ้วยแทน ซึ่งมีราคาสูงกว่า เพื่อเพิ่มยอดขายขณะที่ปริมาณการบริโภคเท่าเดิม  2. การพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด โดยเน้นไปที่สินค้าที่มีนวัตกรรม มีคุณภาพ และราคาแพงขึ้น เช่น บะหมี่ฯ ยี่ห้อออเรียนเทล คิทเช่น , มาม่า ราเมน เป็นต้น  3. การขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมาม่า ส่งออกไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก และหากประเทศใดให้การตอบรับที่ดี มีศักยภาพบริษัทจะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงาน เช่น กัมพูชา ,  พม่า , บังกลาเทศ เป็นต้น

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2555 ตั้งเป้าที่จะมียอดขายมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากในปี 2554 ที่มียอดขายกว่า 9,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 12% แบ่งเป็นยอดขายในประเทศกว่า 7,300 ล้านบาท และยอดส่งออกกว่า 1,700 ล้านบาท โดยในปี 2555 ซึ่งบริษัทรุกทำตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.