โดย ดร.คำนาย อภิปรัชญาสกุล
อุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าได้รับการพัฒนาจากการยกด้วยคนไปสู่การใช้อุปกรณ์ เพื่อให้มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่กว้างขึ้น ปัจจุบันสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ตามความต้องการใช้งานได้อย่างง่ายดาย แนวโน้มเทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่สูงขึ้น จึงต้องมีกระบวนการคัดเลือกอุปกรณ์ตามความต้องการในสภาพ การทำงานปัจจุบัน ซึ่งงานแต่ละงานใช้แตกต่างกันออกไป และต้องมองการไกลให้สามารถรองรับการขยายตัวในอนาคตด้วย
การศึกษาเรื่องอุปกรณ์ในระบบโลจิสติกส์ แยกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ อุปกรณ์ยกและเคลื่อนย้ายสินค้า เทคโนโลยีอัตโนมัติ อุปกรณ์ในการจัดเก็บสินค้า และบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีอุปกรณ์ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.Hand Pallet Trucks (HPT) ในการย้ายสินค้าที่ระดับพื้นน้ำหนักไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม ในกรณีที่เพิ่มจำนวนในการย้ายสินค้าสามารถทำได้ง่าย เพียงซื้อจำนวนเพิ่มเท่านั้น ข้อกำหนดทางเทคนิคแปรตามปริมาณใช้งาน น้ำหนัก ขนาดของสินค้า อัตราการเคลื่อนย้ายที่ต้องการ และสอดคล้องกับพนักงานหรือแรงงานที่มีในการทำงาน โดยปกติถ้าใช้อุปกรณ์ระบบนี้จะใช้คนมาก เป็นอุปกรณ์ยกที่ใช้ระบบไฮดรอลิก ระบบโยกโดยคนขับในการควบคุมการยก
2.motorized hand pallet trucks ในกรณีขยายพื้นที่ทำงาน ถ้าใช้คนลากหรือดึง พนักงานจะล้า จึงหาแนวทางลดภาระคนงาน โดยใช้วิธีติดมอเตอร์สำหรับขับเคลื่อนล้อ และสำหรับการยกจะใช้ระบบคันโยก (hand pump) ใช้งานได้ง่าย ไม่ค่อย มีปัญหาเกี่ยวกับความลาดเอียง เป็นอุปกรณ์ ยกที่ใช้ระบบไฮดรอลิกในการควบคุมการยกโดยการใช้แรงคนโยก และปัจจุบันมีการพัฒนาโดยการใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้ามาควบคุมระบบไฮดรอลิกแทนคน สามารถยกน้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม เหมาะสำหรับการลากของ หรือถ่ายของในที่รถเข้าไม่ถึง หรือที่แคบและสำหรับสินค้าที่ไม่บรรจุบนพาลเลต
3.power truck ในกรณีที่อัตราการเคลื่อนย้ายสินค้าสูงขึ้น ระยะทางมากขึ้นและพื้นที่ลาดเอียงมากขึ้น การใช้อุปกรณ์ประเภทนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ทางเลือกของลักษณะการใช้งาน ความสามารถในการทำงาน และความเหมาะสมของอุปกรณ์ทุ่นแรงชนิดนี้ขึ้นกับสินค้าที่เคลื่อนย้าย พื้นผิวคลังสินค้าและจำนวนสินค้าที่ต้องเคลื่อนย้าย ยังต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการใช้งาน
4.walk with truck/stand on trucks เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำงานด้วยคน และกึ่งเครื่องกล สามารถทำงานในพื้นที่แคบ การทำงานไม่มีความสม่ำเสมอ เช่น น้ำหนักบรรทุก ระยะทาง และสามารถขยายความสามารถไปใช้ระยะยาวได้ สอดคล้องกับธุรกิจ การขยายตัวของอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ชั้นวางสินค้า เครื่องจักรอุปกรณ์อื่นๆ ความถี่ในการบรรทุกสินค้า การนำสินค้าขึ้นและลงจากรถในคลังสินค้า โดยใช้รถฟอร์กลิฟต์ชนิดที่ใช้ทักษะที่ง่ายที่สุดสำหรับพนักงานขับรถฟอร์กลิฟต์
5.reder seated trucks เป็นรถฟอร์กลิฟต์ที่ได้รับการพัฒนามาให้มีความเร็วสูงขึ้น ระยะทางในการขนส่งมากขึ้น และการเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีการอบรมการใช้งาน และเพิ่มทักษะให้กับคนขับ มีการควบคุมอย่างระมัดระวัง เพราะเสี่ยงต่อผลกระทบหรืออุบัติเหตุของคนเดินเท้า รถชนิดนี้ใช้งานในการเคลื่อนที่ย้ายแนวราบ และใช้เป็นรถสำหรับ ลากหรือดึงได้ (tow truck)
6.counter balance fork lift trucks ใช้ในการเคลื่อนย้ายในระยะเริ่มต้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บ สามารถใช้งานดีกว่า โดยใช้ยกสินค้าเพื่อซ้อนพาลเลตหลายชั้นได้ อุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับใช้งานได้ทุกชนิด สามารถใช้งานได้ดีกับพาลเลตสูงไม่เกิน 4.50 เมตร ทางเดินรถกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร เหมาะสำหรับงานภายนอกอาคาร สามารถขยายความสามารถในการทำให้งานที่ตักยากขึ้น จนสามารถตักสินค้าในรูปตู้คอนเทนเนอร์ได้
7.support arm stackers มีหลายรุ่นคือ รุ่นที่เดินตาม รุ่นที่ยืนขับ และรุ่นนั่งขับบนรถได้ ลักษณะรถทุกรุ่นแสดงในรูปที่ 17.10 ทำให้ใช้แรงงานในการลากน้อยลง สามารถใช้ยกสินค้าได้ถึง 4.50 เมตร ความสามารถในการทำงานโดยใช้แรงงานเป็นตัวหลัก ทางเลือกเพื่อตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใดขึ้นกับคนขับ ระยะทางในการเคลื่อนย้าย ถ้าคนขับต้องการขับช้าก็ใช้วิธีเดินตาม ถ้าต้องการให้เร็วขึ้นก็ใช้รุ่นที่สามารถยืนขับบนรถแทนเพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการใช้แรงงานปกติ หรือเลือกใช้รุ่นที่สามารถนั่งขับบนรถ ซึ่งรุ่นนี้จะใช้ยางขนาดเล็กกว่า แต่คนขับต้องมีทักษะมากกว่าแบบเดินตาม
8.reach trucks ได้มีการเพิ่มความสามารถโดยยกได้สูงกว่า และยกน้ำหนักได้มากกว่าการใช้อุปกรณ์แบบที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการยกสินค้ามากขึ้น มีความ ได้เปรียบมากกว่ารถฟอร์กลิฟต์ประเภท counter balance ใช้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบ ทำให้ความกว้างทางเดินรถแคบลง สามารถลดทางเดินลดมากกว่า 1 เมตร หรือทางเดินระหว่าง 2.9-3.2 เมตร ยกได้สูงถึง 11.50 เมตร ทำให้เครื่องจักรกลใช้งานได้เหมาะสมกับบริเวณที่มีความสูงตามที่กำหนด เพิ่มขีดความสามารถในการใช้พื้นที่จัดเก็บ ในกรณีที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ใช้งานให้มากขึ้นอีกประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่มีอยู่จะนิยมใช้รถฟอร์กลิฟต์ประเภท free path truck และเครน (fixed path crane) เพื่อดำเนินการนำสินค้าเข้าจัดเก็บหรือนำออก ปัจจุบันได้มีการออกแบบรถฟอร์กลิฟต์ประเภทนี้สำหรับตักได้ลึกถึงสองชั้น สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บเพิ่มถึง ร้อยละ 70 ของปริมาตรคลังสินค้า
9.free path trucks เป็นรถฟอร์กลิฟต์ที่ขับอย่างอิสระในช่องทางเดินรถ เดินทางเดียว โดยมีเหล็กกั้นขอบเพื่อบังคับล้อ (guide rail) มีรูปแบบในการสร้างความง่ายในการยกสินค้า มีหลายลักษณะการกำหนดตำแหน่งจัดเก็บ 2 รูปแบบคือ ใช้กล้อง (telescope) ติดอยู่กับงาข้างหนึ่งหรืออยู่บนเสากระโดงของรถฟอร์กลิฟต์ และการตั้งระดับชั้นหรือกำหนดระดับความสูงในรูปตัวเลข ซึ่งสามารถเคลื่อนขึ้นลงได้ ซึ่งอยู่ในรูปของ terrace truck สินค้าสามารถหมุนรอบ 180 องศา เพื่อเข้าเก็บยังช่องจัดเก็บเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด การที่ทางเดินของรถที่แคบลงมากกว่าเดิมทำให้การใช้ปริมาตรคลังได้อย่างมีประสิทธิผลถึงร้อยละ 85 สินค้าถูกจัดส่งทางเดียวไปยังจุดที่เก็บสะสม (deposit) ณ จุดสิ้นสุดของช่องทางเดิน และวิ่งกลับคืนไปยังสถานีเพื่อหยิบสินค้าใหม่ (pick up) สามารถหยิบสินค้าได้ที่ความสูงถึง 16.5 เมตร
10.slide through truck รุ่นนี้ใช้ตักสินค้าจากด้านข้างโดยใช้รถฟอร์กลิฟต์ประเภทเดียวกันกับ free path terrace trucks ซึ่งสินค้าจะวางไว้บนพาลเลตชนิดที่ตัดได้ทั้ง 4 ด้าน (free entry pallet) โดยไม่มีไม้โครงติดด้านล่าง และพาลเลตที่เป็นแบบลูกกรง (captive) หรือพาลเลตที่เป็นลักษณะเป็นเหมือนบ้าน (house pallet) ซึ่งรถชนิดนี้ต่างจาก turret truks โดยสามารถยกสินค้าในระดับระหว่าง หน้ากากกับผู้ควบคุม ประโยชน์จะมากกว่า turret truck คือมีความเร็วกว่าและสามารถ มองเห็นได้ชัดเจน ที่เหมือนกันคือ เคลื่อนย้ายอย่างอิสระในทางเดินรถ แต่ไม่สามารถ หยิบสินค้า และสะสมสินค้าจากระดับชั้นแรก
















Leave a comment :