นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง รองอธิบดี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC(ASEAN ECONOMIC COMMUNITY) ว่าเป็นแนวความคิดของรัฐมนตรีเศรษฐกิจผู้อาเซียนโดยมี 3 ขา คือการเมือง สังคมและวัฒนธรรม และด้านเศรษฐกิจ ในแง่กระทรวงพาณิชย์ก็จะดูแลด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศดูแลด้านการเมือง สังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้อาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสินค้า บริการ และลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้นแต่ยังไม่เสรีหมดแบบบริการ และมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีฝีมือ ต้องการให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวหมายความว่าจะอยู่ที่ไหนก็ได้ในอาเซียนที่ทำให้ต้นทุนสูงแข่งขันได้
ในแง่ธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์เป็นส่วนสำคัญ เพราะเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าเมื่อเทียบกับยุโรป อเมริกาแล้ว ประเทศไทยมีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เพราะจะได้เปรียบในแง่โลเกชัน ที่สามารถขนส่งสินค้าไปจีน เวียดนาม พม่า และอินเดียได้ โดยธุรกิจบริการกลุ่มนี้จะเปิดเสรีให้ต่างชาติในอาเซียนเข้ามาถือหุ้นได้ถึง 70% ในปี 2556 ซึ่งเร็วกว่าปกติเพราะเป็นโครงการเร่งรัด ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร ส่วนประเทศนอกอาเซียนที่มาลงทุนด้านนี้ก็ถือหุ้นได้ 49% ที่ขณะนี้ก็เข้ามาอยู่แล้วเช่นญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในขณะนี้ก็อยู่นอกอาเซียน
สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในไทยยังไม่มีธุรกิจที่ทำในลักษณะโลจิสติกส์สมบูรณ์แบบ แต่จะเป็นลักษณะขนส่งทางบกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งความจริงแล้วจะต้องครอบคลุมถึงระบบซอฟต์แวร์ ส่วนมากเป็นไต้หวัน ญี่ปุ่น ต้องมีเรื่อง การขนย้ายสินค้า แต่ผู้ประกอบการไทยที่ทำอยู่ในขณะนี้ยังเป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น และจะแข่งขันได้ดีผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ไทยจะต้องรวมตัวกันในกลุ่มโลจิสติกส์ทำเป็นระบบคลัสเตอร์ โดยทำให้เป็นระบบครบวงจร เพื่อช่วยลดต้นทุนการส่งออก
ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ผู้อำนวยการสำนักเจรจาการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการของไทยมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจีดีพีประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจ และหากเทียบกับ 10 ประเทศในอาเซียนด้วยกัน จากตัวเลขของธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการส่งออกภาคบริการมากที่สุด แต่ถ้าเทียบกับทั่วโลกประเทศไทยจะอยู่ที่ลำดับที่ 30 กว่า ขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะอยู่ที่ลำดับที่ 20 ต้นๆ
แสดงให้เห็นว่า ในภาคธุรกิจบริการในอาเซียนประเทศไทยมีศักยภาพที่ค่อนข้างจะเหนือกว่าอีก 8 ประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ที่ไปไกลกว่าไทย ฉะนั้นในแง่ของการแข่งขัน ถามว่าภาคธุรกิจมีความพร้อมหรือไม่ ต้องบอกว่าภาครัฐเปรียบเสมือนผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และเอกชนเป็นผู้เล่น ซึ่งหนังจะได้เงินหรือไม่ได้ก็อยู่ที่ผู้สร้าง โดยผู้สร้างต้องคอยจัดหาหรือจัดการให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นดำเนินไปให้แล้วเสร็จ พระเอกนางเอกต้องร่วมกันเล่นให้เต็มที่ เตรียมความพร้อมที่จะสามารถแข่งขันได้ ซึ่งขอให้มั่นใจว่า ภาครัฐจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง และยืนยันว่า การดำเนินการเปิดเสรีการค้าของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นที่ตั้ง
"กรมยืนยันว่า การดำเนินการเปิดเสรีทางการค้าของเราคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นที่ตั้ง และไม่เคยเปิดเสรีด้านธุรกิจบริการมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ตอนนี้กระแสโลกาภิวัตน์มาแล้ว ฉะนั้นการเปิดเสรีทางการค้าไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องเจอ ต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ ไม่ร่วมในกระบวนการกับอาเซียนก็จะถูกโดดเดี่ยวและจะเกิดผลเสียต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม"
นายบุณยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงและได้คิดต่อการเปิดเสรีทางการค้า คือ ภาคธุรกิจจะมีโอกาสออกไปประกอบธุรกิจในประเทศอื่นได้เหมือนกัน ฉะนั้นตอนนี้ต้องเร่งเตรียมความพร้อม ว่าจะตั้งรับกับธุรกิจบริการต่างชาติที่จะเข้ามาได้อย่างไร กับอีกด้านคือภาคธุรกิจมีความพร้อมที่จะออกไปลุยกับตลาดโลกขนาดไหน
อนึ่งตามข้อตกลงกรอบอาเซียนกำหนดให้ปี 2556 ประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องเปิดเสรีบริการสาขาโลจิสติกส์ เพื่อสร้างตลาดอาเซียนให้เป็นตลาดเดียว ด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 5 โดยสาขาโลจิสติกส์นั้น ได้ทยอยเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ 49 % ในปี 2551 และจะขยับเป็น 51% ในปี 2553 และ 70 % ในปี 2556














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.