ปัญหาในการหาจุดที่เหมาะสมในโซ่อุปทานจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้าง ดุลภาพ (balancing) ระหว่างอุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply) เมื่อ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีข้อจำกัด สิ่งหนึ่งที่เป็นทรัพยากรที่ค่อนข้างจำกัด คือ เวลาที่ใช้ในการไปจัดหาทรัพยากรวัตถุดิบ เครื่องจักร คนและเงิน เพื่อไปสร้างหรือผลิตและนำส่งไปถึงมือลูกค้า
เมื่อความต้องการของลูกค้าเกิดการเปลี่ยนแปลง อัตราการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรในการจัดหา กำลังการผลิต การจัดส่งจะถูกจำกัด ทำให้ไม่สามารถ ตอบสนองได้อย่างทันที เวลาจึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งในการตอบสนองต่อลูกค้า
แต่ในบางกรณีมีการจัดเก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือในการเปลี่ยนแปลงของความต้องการ นอกจากเวลาแล้วพื้นที่ในการ จัดเก็บและขนาดบรรทุกของรถขนส่ง อาจจะเป็นข้อจำกัดในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
ปัญหาในการหาจุดที่เหมาะสมโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย
1)ตัวแปรในการตัดสินใจ (decision variables) หมายถึง ขนาดหรือจำนวน ของทรัพยากรที่จะใช้ในการสร้างคุณค่า ในโซ่อุปทาน เมื่อใดจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้น และจะต้องนำส่งผลิตภัณฑ์และบริการเป็นจำนวนเท่าใด
2)ข้อจำกัดต่างๆ (constraints) หมายถึง ข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโซ่อุปทาน เช่น กำลังการผลิตที่น้อยเกินไปของผู้จัดส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน สายการผลิตสามารถดำเนินการได้เฉพาะเวลาที่กำหนดต่อวัน และพนักงานอาจจะต้องทำงานล่วงเวลามากขึ้น ขนาดของ ศูนย์กระจายสินค้าหรือของลูกค้าในการจัดการรับสินค้าเข้าคลังหรือกระบวนการ
3)วัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย หมายถึง การบรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการทำให้น้อยที่สุด มากที่สุด หรือทำให้สามารถตอบสนองอะไรบางอย่างได้ เช่น การทำให้ เกิดกำไรสูงสุด การทำให้มีต้นทุนของ โซ่อุปทานต่ำสุด การทำให้มีรอบเวลา ต่ำสุด การทำให้การบริการลูกค้าดีที่สุด การลดความล่าช้าให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด การทำให้ผลิตภัณฑ์ติดค้างในกระบวนการการผลิตน้อยสุด การตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ได้ทั้งหมด
ข้อจำกัดต่างๆ ในปัญหาการหาจุดที่เหมาะสมที่สุดมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ แบบแข็ง (hard) และแบบอ่อน (soft) ตัวอย่างของข้อจำกัดแบบแข็ง เช่น จำนวนชั่วโมงทำงานในแต่ละกะการทำงาน หรือขนาดบรรทุกมากที่สุดของรถบรรทุกหนึ่งคัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ส่วนข้อจำกัดแบบอ่อนนั้นสามารถ ผ่อนปรนหรือเปลี่ยนแปลงได้ เช่น กำหนดวันส่งของหรือพื้นที่ของคลังสินค้า ยกตัวอย่างการกำหนดวันส่งของนั้นสามารถที่จะเจรจาต่อรองกับลูกค้าได้ หรือผลิตภัณฑ์อาจจะสามารถถูกนำเข้าไปจัดเก็บในคลังสินค้าชั่วคราวได้ เป็นการทำให้ข้อจำกัดต่างๆ ไม่เข้มงวดจนเกินไป
ปัญหาในการหาจุดที่เหมาะสมที่สุด มักจะกำหนดค่าโทษปรับในเชิงต้นทุนหรือเชิงค่าใช้จ่ายทางการเงินไว้ ถ้าเกินข้อ จำกัดแบบอ่อน ค่าโทษปรับนี้ทำให้ข้อจำกัดต่างสามารถถูกปรับไปตามน้ำหนักของความสำคัญ ตัวอย่างเช่น การส่งสินค้าไม่ทันตามกำหนดเวลานั้นสำคัญกว่า ความวุ่นวายยุ่งเหยิงตามทางเดินในคลังสินค้า
4)แบบจำลอง (model) หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวแทนความสัมพันธ์ของตัวแปร ข้อจำกัด และตัววัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย แบบจำลองส่วนใหญ่จะถูกแสดงอยู่ใน รูปแบบของสมการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่กลับเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจน้อยที่สุด
สำหรับปัญหาในการหาจุดที่เหมาะสมที่สุด สมการคณิตศาสตร์จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงในการคิดเพื่อค้นหาจุดที่ เหมาะสม ถ้าปราศจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แล้ว เราจะใช้เวลามากเกินไปในการแก้ปัญหาหรือหาจุดที่เหมาะสมได้ โดยทั่วไปแล้วแบบจำลองจะพยายาม เลียนแบบความเป็นจริงในระดับที่จำเป็นของปัญหาเท่านั้น แบบจำลองต้องเป็นตัวแทนมุมมองที่สำคัญของโซ่อุปทาน เพื่อจะได้คำตอบในการแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์
ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์ จะไม่รวมเอาทุกองค์ประกอบหรือตัวแปรเข้ามาไว้ในแบบจำลอง แต่ในทางตรงกันข้ามการแก้ปัญหาในเชิงปฏิบัติการจะรวมเอาข้อมูลในรายละเอียดเข้าไว้ในแบบจำลอง
ตัวอย่าง เช่น เราจะเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ด้วยยานพาหนะที่มีให้เลือกหลายแบบ พร้อมกับงบประมาณจำนวนหนึ่ง แต่จะต้องพาคณะบุคคลและสิ่งของไปด้วยจำนวนหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนด และมีความจำเป็นต้องแวะตามจังหวัดต่างๆ ที่กำหนดไว้ แล้วทำอย่างไรจะไปถึงที่หมายได้ตามข้อกำหนด
ที่กล่าวมานั้นมีตัวแปรต่างๆ ที่ต้องตัดสินใจ มีข้อจำกัดต่างๆ ที่ปฏิบัติตาม มีเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง ถ้าตัดสินใจคงจะมีทางเลือกมากมาย แต่เราคงจะออกเดินทางไปโดยไม่วางแผนหรือการตัดสินใจจากกลุ่มทางเลือกที่เป็นไปได้ (feasible solutions) แล้วจึงเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (the best solution) ก่อนจะเดินทาง
เราจะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ หรือทรัพยากรในการเดินทาง พร้อมทั้งแผนที่ในการเดินทางที่บอกระยะทางต่างๆ เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการสร้างแบบจำลองการเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้
จากแบบจำลองนี้สามารถคำนวณหา รูปแบบการเดินทางที่ประหยัดที่สุดภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ และสามารถเดินทางถึงที่หมายตามความต้องการได้โดยไม่มีข้อ ผิดพลาดพร้อมทั้งประหยัดเงินและเวลา
ถ้าทำได้อย่างนี้แสดงว่าได้ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาแบบการหาจุดที่เหมาะสมที่สุด (optimization) ในชีวิตประจำวันของเรา แล้วจะพบว่าที่จริงแล้วเราทำและคิดอย่างนั้นอยู่แล้วในปัญหาที่ง่ายๆ และไม่ซับซ้อน
ส่วนปัญหาในโซ่อุปทานซึ่งซับซ้อนกว่านั้น เราคงจะต้องศึกษาลักษณะของ ปัญหาให้ถ่องแท้ เรียนรู้วิธีจำลองปัญหาที่ซับซ้อนและวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนั้น เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด กระบวนการ เหล่านี้ต้องใช้วิธีการและเครื่องมือเทคโนโลยี ขั้นสูงในการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด
คอลัมน์ L&S Hub
โดย ดร.วิทยา สุหฤทดำรง อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
















Leave a comment :