Switch to: uk
24 May 2012 12:18PM

ย้ำส่งออกต้องเดินคู่โลจิสติกส์ พาณิชย์หนุนเอกชนชิงลงทุน สร้างข่ายเชื่อมโยงกลุ่มGMS

11 Apr 08 ,  Than News
  • 0
ก.พาณิชย์ประกาศพร้อมหนุนผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย คว้าโอกาสชิงลงทุนในกลุ่มประเทศGMS ตามกรอบความร่วมมือ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ ดัน 4 แผนยุทธศาสตร์หนุนเต็มที่

ทั้งปรับกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาระบบศูนย์ข้อมูลนำเข้า- ส่งออก จับมือบริษัทไปรษณีย์ไทยฯ ตั้งบริษัทกลางขนส่งโลจิสติกส์ หวังเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งทั่วภูมิภาค จี้ผู้ประกอบการต้องกล้าออกไปลงทุน

ดร.จักรกฤษ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรอบความร่วมมือ 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย-ลาว-พม่า-กัมพูชา-เวียดนาม และจีนตอนใต้ (Greater Mekong Subregion) หรือ GMS ที่มีการส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุน และพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ร่วมกันนั้น และขณะนี้เส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ อาทิ เส้นทาง R9 และ เส้นทาง R3 ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทย ที่จะเข้าไปขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

ย้ำส่งออกต้องเดินคู่โลจิสติกส์

ทั้งนี้ในส่วนนโยบายการส่งเสริมการส่งออกนั้น เห็นว่า การส่งออกกับโลจิสติกส์ จะต้องเดินควบคู่กันไป ซึ่งสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เน้นหนักคือ การพัฒนาโลจิสติกส์ในกลุ่มประเทศGMS และไม่เพียงเฉพาะประเทศสมาชิกGMSเท่านั้นที่สนใจ แต่ยังมีประเทศอื่นที่สนใจเข้ามาลงทุนด้วย อาทิ มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องกลับมามองตัวเองและเปลี่ยนแนวคิดทางธุรกิจ คือต้องกล้าออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการค้าโลก เป็นการค้าแห่งเสรี ผู้ประกอบการจะคิดแค่ส่งออกอย่างเดียวไม่ได้

อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมพัฒนาระบบโลจิสติกส์การค้าด้าน ต่างๆ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.เรื่องของการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ที่กระทรวงพยายามปรับให้สอดคล้อง และเร่งเผยแพร่ข้อมูลให้กับผู้ประกอบการโดยกำลังจัดทำเว็บไซต์กลางขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรวมถึงพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลในกระบวนการโลจิสติกส์ให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ตั้งบ.กลางขนส่งเชื่อมผู้ค้า-ผู้ให้บริการ

2.สนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยจะมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาด้านความรู้ และเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต่างประเทศ ซึ่งในเดือน พ.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะนำผู้ให้บริการของไทยเดินทางไปพบกับผู้ให้บริการของ ลาว และ เวียดนาม เพื่อจับคู่ธุรกิจขยายเครือข่าย

ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศ จะมีการสร้างกลไกบางอย่าง เพื่อปรับประสิทธิภาพของผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของการขนส่งสินค้าขาไปและขากลับ โดยจะมีการนำผู้ซื้อกับผู้ให้บริการขนส่งมาพบกัน ด้วยการจัดตั้งบริษัทกลางขึ้น ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ซื้อกับผู้ให้บริการ นอกจากนั้นยังจะให้ความสำคัญกับเส้นทางเศรษฐกิจ สาย R 9 ที่เชื่อมระหว่างตะวันออก-ตะวันตก ไทย ลาว เวียดนาม และเส้นทางสาย R 3 เชื่อมระหว่างจีนตอนใต้กับไทย ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการจีนจำนวนมากต้องการเข้ามาสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการไทย และมีผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนบ้างแล้วในแขวงหลวงน้ำทาของลาว และจะมีการสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นในฝั่งไทย ลาว และเวียดนาม

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 จะเน้นไปที่ผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ คือกลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปสนับสนุนด้านบริหารจัดการ เช่น ในเรื่องสต๊อก โดยเฉพาะในกลุ่มของสด ผัก ผลไม้ และยุทธศาสตร์ที่ 4 จะเน้นไปที่เรื่องการพัฒนาบุคลากร

ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท )กล่าวว่าปณท ได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมการส่งออก และผู้ให้บริการโลจิสติกส์เอกชน เจ้าของสินค้า ในการจัดตั้งบริษัท ขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย จำกัด ขึ้น ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดย ปณท ถือหุ้น 10 % เพื่อร่วมกันส่งเสริมระบบโลจิสติกส์การค้าของไทยให้มีบริการครบวงจร โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งทั้งขาไปและกลับ


ทั้งนี้ ปณท จะใช้ศูนย์ไปรษณีย์จังหวัดขอนแก่นเป็นจุดพัก และขนส่งสินค้าในเส้นทางขอนแก่น-นครราชสีมา -กรุงเทพฯ-ชลบุรี ภายใต้มาตรฐานราคาและคุณภาพที่กำหนด และใช้การจองระวางรถผ่านทางระบบ Web Based Application ที่เชื่อมข้อมูลระหว่างเจ้าของสินค้ากับรถบรรทุกที่เข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นจะนำร่องในพื้นที่ภาคอีสานก่อน และในอนาคตจะให้บริการขนส่ง ออกไปยัง ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ เพื่อให้เจ้าของสินค้า เจ้าของรถ และผู้ให้บริการโลจิสติกส์จับมือร่วมกันทำซัพพลายเชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เอกชนลงทุนหลวงน้ำทา- บ่อเต็น
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจเส้นทางสาย R3 E ที่เชื่อมระหว่างชายแดนไทย - ลาว ที่อำเภอเชียง จังหวัดเชียงราย เชื่อมกับเวียงภูคา - ห้วยทราย - หลวงน้ำทา - บ่อเต็น (ลาว) และเชื่อมชายแดนลาว - จีน ที่บ่อหาน สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ระยะทาง 254 กม. ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จเกือบ100% และมีการใช้ประโยชน์จากการขนส่งสินค้าระหว่าง ไทย-ลาวและจีนตอนใต้บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับลาว ผ่านเส้นทางบ่อเต็นและบ่อหาญ โดยมีรถบรรทุกขนาดใหญ่จากฝั่งจีน ขนสินค้าเข้ามาจำนวนมากเพื่อส่งไปยังเมืองสำคัญในลาว

ขณะที่สภาพการลงทุนตามถนนR3 E พบว่า กลุ่มทุนจากประเทศจีนได้โหมการลงทุนอย่างหนักที่เมืองบ่อเต็น โดยมีการสัมปทานที่ดินเพื่อสร้างเมืองใหม่ โรงแรม และบ่อนกาสิโน ส่วนที่เมืองหลวงน้ำทา มีการลงทุนปลูกยางพาราจำนวนหลายหมื่นไร่ และโรงแรมขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง อย่างไรก็ตามพบว่า มีกลุ่มทุนจากไทยเข้าไปลงทุนด้วย โดยธุรกิจที่คนไทยเข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะเป็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เพื่อรองรับธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีความพยายามร่วมกันของเอกชนฝ่ายไทยและจีน ในการจับมือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ด้านการขนส่งโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างกัน

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.