ประเดิม โชติศุภราช รองประธานบริหารหน่วยธุรกิจอินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี แอนด์ แอปพลิเคชั่น ซีพีเอฟ และ ดร.วิบูลย์ มาสุจันท์ ผู้จัดการสำนักคอมพิวเตอร์ ซีพีเอฟ ได้มาบอกกล่าวในงานสัมมนา Thailand RFID 2008 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า
ทางซีพีเอฟได้ลงทุนไปหลายล้านบาทในการนำระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุ (radio frequency identification) หรือ RFID ซึ่งใช้ไมโครชิปเก็บรหัสข้อมูลไปใช้ในโรงงานแปรรูปกุ้ง ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และโรงงานแปรรูปหมู ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจะเน้นการเก็บข้อมูลระหว่างกระบวนการผลิต เก็บข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในโรงงานในทุกกิจกรรมที่ปฏิบัติ เพื่อให้วัดประสิทธิภาพการทำงานเป็นรายบุคคลได้ รวมถึงสามารถใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability system) ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ และเมื่อเก็บข้อมูลได้ ละเอียดสามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการวิเคราะห์วางแผนการผลิต การจัดการบริหารภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพได้ดีขึ้น
ในอนาคตประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า ทางซีพีเอฟมีแผนที่จะขยายการนำ RFID ไปใช้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งหมดเข้าด้วยกัน ได้แก่ ระดับฟาร์ม โดยมีเป้าหมายจะเริ่มจากฟาร์มปู่ย่าพันธุ์และฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ของหมูก่อน ค่อยขยายไปไก่ พร้อมกับการนำ RFID ไปใช้ในโรงงานอาหารสัตว์ไปพร้อมกัน
ส่วนปลายน้ำ ได้แก่ คลังสินค้าที่เก็บสินค้าสำเร็จรูป ศูนย์กระจายสินค้า และร้านค้าในเครือข่ายให้ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั้งกุ้ง หมู และไก่ รวมทั้งมีการลงทุนระบบแอปพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้สมบูรณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถทำการคำนวณต้นทุนกิจกรรม (activity based costing) หรือ ABC ได้
ทั้งนี้การคำนวณต้นทุนกิจกรรม (activity based costing) นั้น ในหนังสือการวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์แบบ ABC ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ได้อธิบายไว้ว่า ABC เป็นวิธีการคำนวณต้นทุนโดยใช้ "กิจกรรม" เป็นฐานในการคำนวณ โดยปกติองค์กรส่วนใหญ่จะใช้การคำนวณต้นทุนจากค่าใช้จ่าย 4 ประเภทหลัก คือ ค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร ด้านพื้นที่ใช้สอย ด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ และด้านวัสดุสิ้นเปลือง เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยของต้นทุนที่เกิดขึ้นในรายละเอียดตามเนื้องานที่ปฏิบัติจริง ซึ่งเรียกว่าต้นทุนต่อหน่วย
ซีพีเอฟได้เริ่มทดลองนำระบบ RFID มาใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2549 ในโรงงานแปรรูปกุ้ง โดยการนำ RFID Tag ไปใส่ในตะกร้าที่ใส่กุ้ง ตามปกติจะต้องนำตะกร้าใส่กุ้งไปชั่งน้ำหนัก หลังจากนั้นจะยกตะกร้ามาให้พนักงานเด็ดหัวออก และชั่งน้ำหนักอีกครั้ง ระหว่างการชั่งจะมีการจ้างพนักงาน มาคอยจดข้อมูลน้ำหนักที่ชั่งได้ แต่เมื่อใช้ RFID ไม่ต้องใช้พนักงานมาจด เพราะ RFID จะบันทึกเก็บข้อมูลให้เรียบร้อย พร้อมกับการเก็บข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานแต่ละคนไว้ว่าสามารถทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากน้อยเป็นรายบุคคล
เมื่อเด็ดหัวกุ้งเสร็จจะต้องส่งไปยัง ขั้นตอนการแปรรูปต่อไป ซึ่งตรงจุดของการส่งต่อนี้ เมื่อนำระบบ RFID มาใช้ทำให้ทราบว่า มีปัญหาเรื่องระยะเวลาการส่งต่อในแต่ละกิจกรรมพอสมควร เรียกว่า "processing time" เพราะบางครั้ง พนักงานบางคนทำงานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบเสร็จ 1 ตะกร้าแล้ว แต่ยังไม่ได้นำส่งให้แผนกต่อไปได้รับกุ้งไปทำต่อ แต่ได้ตั้งตะกร้ากุ้งรอไว้จนกว่าการทำงานในอีกตะกร้าเสร็จจึงได้ส่งต่อให้กับอีกฝ่ายงานหนึ่ง ซึ่งการตั้งรอไว้มีผลต่อคุณภาพของกุ้ง
ส่วนในโรงงานแปรรูปหมูได้มีการออกแบบสายการผลิตในกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด ด้วยการนำ RFID Tag ไปติดในตะกร้าที่หั่นหมูออกมาเป็นชิ้นแล้ว และติดในซากหมูที่ผ่าซีกและแขวนอยู่บนสายพาน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปอย่างแม่นยำ
จากการทำงานมาประมาณ 1 ปีกว่า ทำให้ทางซีพีเอฟเห็นภาพชัดเจนว่าสามารถลดจำนวนพนักงานในบางกิจกรรมลง โดยเฉพาะคนจดบันทึกข้อมูล ลดการใช้กระดาษ ขณะที่การทำงานของพนักงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถนำข้อมูลที่มีไปใช้ในการพิจารณาเงินเดือน ขณะที่ได้ความแม่นยำในเรื่องของข้อมูลมากขึ้น ส่วนปัญหาที่พบในการทำงานเป็นเรื่องของแผ่น RFID Tag มีปัญหาในเรื่องความชื้น ทาง ซีพีเอฟได้แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนไปใช้ RFID Tag ที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไปได้
การก้าวเดินไปข้างหน้าในการทำ activity based costing ครั้งนี้ ถือเป็นการพยายามก้าวเดินของซีพีเอฟในอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้สามารถยืนหยัดสู้กับบริษัทข้ามชาติระดับเดียวกันได้อย่าง "รู้เขา รู้เรา"
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และบริษัทขนาดใหญ่ระดับรองๆ ลงมาในวงการอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยด้วยกันเองค่อนข้างเหนื่อย เพราะเมื่อยักษ์ใหญ่ในวงการปศุสัตว์ที่มีการทำธุรกิจครบวงจร มีพร้อมทั้งด้านการเงิน และได้เปรียบในเรื่องต้นทุนอยู่แล้ว ยังพยายามหาทางเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนเข้าไปอีก
หากเพราะบริษัทเล็ก-กลาง-ใหญ่ รายอื่นไม่ปรับตัว ยังคงดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว ทำต้นทุนบัญชีที่แสดงแค่รายรับ-รายจ่าย เพียงเพื่อส่งกรมสรรพากรตรวจสอบ
ยังเข้าใจว่าโลจิสติกส์มีความหมายเพียงแค่การขนส่ง คงค่อนข้างลำบากในการยืนหยัดอยู่ในวงการนี้ต่อไป
















Leave a comment :