ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวตอนหนึ่งของ รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชย ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงานสัมมนาเรื่อง "ภูมิคุ้มกันให้ผู้ประกอบการขนส่งไทย" ซึ่งจัดโดยสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก ซึ่งได้เอ่ยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังเสี้ยวหนึ่ง ที่ทำให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของบริษัทขนส่งด่วนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่พยายามคืบคลานเข้ามามีบทบาทในเวทีอาเซียน
"ได้มีโอกาสทำงานชิ้นหนึ่งให้กับอาเซียน ซึ่งมีความคิดเห็นว่าจะให้ความสำคัญกับ โลจิสติกส์ และอยากให้มีการเปิดเสรีทางด้านโลจิสติกส์"
ผู้ริเริ่มความคิดตรงนี้มาจากรัฐบาลไทยชุดที่ถูกปฏิวัติไปแล้ว ในที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนได้มีการปรารภกันขึ้นมาว่า ถ้าอาเซียนต้องการจะแข่งขันได้ต่อไป มีการได้เปรียบทางการแข่งขันต่อไป ก็ต้องมีการบูรณาการอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ภายในอาเซียน ซึ่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 9 ประเทศก็เห็นดีด้วย ทางคณะกรรมการอาเซียนโดยเลขาธิการอาเซียนก็พยายามหาประเทศ เจ้าภาพ วิ่งมาหาประเทศไทยก็บอกว่า ไม่สะดวกทั้งที่เป็นผู้ริเริ่ม สุดท้ายประเทศที่รับเป็นเจ้าภาพคือประเทศเวียดนาม แสดงว่าเวียดนามพร้อมอยากเล่นบทบาทผู้นำในภูมิภาค แต่เวียดนามมีปัญหาว่า ไม่มีความเชี่ยวชาญทางโลจิสติกส์ จึงไปขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ และทางสหรัฐให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ โดยจะจ้างคอนซัลต์มาดำเนินการในส่วนนี้ ทางบริษัทคอนซัลต์นั้นก็ติดต่อมาที่ผมว่า อยากให้ศึกษาว่าอาเซียนจะมีการเปิดเสรีทางด้านโลจิสติกส์ ควรจะมีขั้นตอน กระบวนการอย่างไร จุดเริ่มต้นเป็นอย่างนี้ เราพยายามสำรวจก่อนว่าในภูมิภาคอาเซียนโลจิสติกส์นั้นเป็นอย่างไร เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะลักษณะของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก บางประเทศก็เร็วมากอย่างสิงคโปร์ บางประเทศผมไม่ใช้ คำว่าล้าหลัง ใช้คำว่าอนุรักษนิยม อย่างประเทศลาว พม่า เขมร คือเป็นโลจิสติกส์ที่พื้นฐาน แค่ขนส่ง แวร์เฮาส์ ชิปปิ้ง ระหว่างที่ผมทำโครงการนี้ ผมติด แบล็กลิสต์ของบริษัทข้ามชาติ เพราะไม่ได้ช่วยผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ แต่มาปกป้องผู้ประกอบการในอาเซียนเอง
สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนในการทำงานของอาเซียนคือ สุดท้ายมีแต่ภาครัฐไปเจรจา ในส่วนของเอกชนไม่ได้มา มีประเทศเดียวที่ส่งบริษัทเอกชนมาคือสิงคโปร์ รศ.ดร.รุธิร์ชี้ว่า ถ้าดูในเชิงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในอาเซียน มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นความท้าทายว่าจะมาบูรณาการเปิดเสรีด้านโลจิสติกส์กันได้อย่างไร เพราะมันจะมีความได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้น ดังนั้น การเปิดเสรีไม่ใช่ว่าเปิดเสรีโดยไม่มีอะไรมาคุ้มกัน ต้องมีการสนับสนุนผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในอาเซียน
"ตรงนี้เป็นจุดประเด็นที่ผมมานั่งทะเลาะกับทางฝั่งบริษัทผู้ให้บริการขนส่งด่วนข้ามชาติรายหนึ่งของสหรัฐ เพราะเขาต้องการให้ผมตัดคำว่า "อาเซียน" ออก เขาบอกว่าทำไมไม่ระบุให้การสนับสนุนผู้ให้บริการโลจิสติกส์" ผมบอกว่าไม่ได้ เพราะในอาเซียนเปิดเสรีแค่นี้ก็เหนื่อยกันแล้ว มันมีความได้เปรียบเสียเปรียบที่แตกต่างกัน อยู่ดีๆ คุณจะให้คนที่มีความได้เปรียบในระดับโลกลงมาในทันทีหรือ มันไม่ควรเป็นอย่างนั้น มันต้องค่อยๆ เข้ามา แล้วผมก็บอกว่า ในความเป็นจริงถ้าพวกคุณจดทะเบียนในประเทศไทย ในสิงคโปร์ ในมาเลเซีย โดยนิตินัยคุณก็เป็นบริษัทที่เป็นชาวอาเซียนเหมือนกัน แต่ว่าเขาก็ไม่ยอมก็เถียงกัน แต่ว่าที่บริษัทผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศข้ามชาติฉุนมากที่สุดคือ เงินวิจัยที่ผมรับเป็นเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ และนี่คือบริษัทสหรัฐ !!! สิ่งที่อาเซียนมองอยู่ คือต้องการ สร้างตลาดร่วมภายในปี 2020 หรือ พ.ศ.2563 เพราะถ้าเป็นตลาดร่วมจะ มีการเคลื่อนย้ายหลายส่วนอย่างเสรี ทั้งเงินทุน คน โลจิสติกส์จะเป็นตัวช่วย หรือเป็นตัวอุปสรรคก็ได้ถ้าไม่เปิดเสรีตัว โลจิสติกส์เอง ถ้าอาเซียนสามารถทำต่อตรงนี้ได้ จะเป็นสิ่งสนับสนุนให้อาเซียนเปรียบเสมือนเป็นฐานผลิต 10 ประเทศในการต่อกรกับประเทศจีน แต่การเปิดเสรีอย่างเดียวคงทำไม่ได้ ต้องมีเรื่องของการอำนวยความสะดวกทั้งด้านการค้า ศุลกากร หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ ต้องมีการสนับสนุนผู้ให้บริการในท้องถิ่น ทำอย่างไรให้ระบบโลจิสติกส์ของแต่ละประเทศ และสมาชิกในอาเซียนสามารถเชื่อมโยงได้ต่อกัน
"ภาพรวมการเปิดเสรีนี้น่ากลัวพอสมควร และคงต้องมีการเตรียมการ ซึ่งผมก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน เพราะเหมือนกับว่าตกลงกันไปแล้ว ค่อยมาเตรียมการ ไม่เตรียมการก่อนค่อยมาตกลง" รศ.ดร.รุธิร์กล่าวทิ้งท้าย นั่นเป็นเสียงสะท้อนที่คงอยากฝากไปถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ยังไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แต่ตั้งแท่นไว้ ยังไม่ได้รับการสานต่อ เพราะแต่ละหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับมอบหมายหากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนก็ดูเหมือนจะทำงานกันไม่เป็น ทั้งที่เป็นหน้าที่ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลคุณสมัครจะช่วยปัดฝุ่น "คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (คบส.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องมานั่งเป็นประธานโดยตำแหน่งที่หมดวาระลงไปตั้งขึ้นมาใหม่ คงจะช่วยอะไรๆ ที่มัน ค่อนข้างสายเกินแก้จากการเร่งเปิดเสรี ก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย"
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.